Bankies's profileBankies D. Luffy :::PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    August 18

    สปีชี่ส์ ของคน “โสด”

    Copy เค้ามาอีกทีครับ ช่วงนี้ขี้เกียจเขียน BLOG ไงไม่รู้ ไม่ค่อยมีกะใจทำไรเท่าไหร่...

     “โสด” ใครคิดว่าไม่มีความสุข การเป็นโสดมันขึ้นอยู่กับบุคลิก นิสัยใจคอของคุณ เพราะ คำว่าโสด ได้ถูกแบ่งออกเป็นหลายๆประเภท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณว่า คุณน่ะเป็นโสดสปีชี่ไหน...

    "โสดแสนดี" เขาหรือเธอมีแต่ความหวังดี เสียสละเพื่อคนที่รักตลอดเวลา ตัวเองจะเจ็บช้ำแค่ไหนก็ยอม แค่ขอให้คนนั้นมีความสุขก็พอ ลักษณะเด่นของโสดกลุ่มนี้คือรักกี่ทีก็ช้ำ เพราะมัวแต่เป็นคนดี ไม่ดูตาม้าตาเรือ รู้ตัวอีกทีเขาก็มีคนใหม่แล้ว อย่างนี้คงไม่ค่อยดีแน่ๆ

    "โสด เสงี่ยม เจียมตัว" เป็นคนดีอีกแบบ แต่น้อยกว่าแบบแรก คือแบบเจียมเนื้อเจียมตัว มองตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าอยู่ตลอดเวลา ไม่หวังอะไรมากมาย แค่ขอเป็นจุดหนึ่งเล็กๆ เท่าขี้มดที่ได้รักก็พอ (มีคนอื่นผ่านมามากมายก็ไม่รัก ขอจมปลักอยู่กับรักแรก)

    "โสดโดนสาป" มองชีวิตว่ามีกรรม ฟ้าดินกลั่นแกล้ง สวรรค์ไม่มีตา เทวดาสาปไม่ให้มีใครรัก มองไปทางไหนก็เศร้า ชีวิตรันทด แบกรักมาเต็มไหล่แต่ไม่มีใครต้องการ หรือ ฟ้าดินแกล้งให้เขามีเจ้าของก่อนที่จะตกมาถึงตัวเอง

    "โสดปากแข็ง" ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่มีใครรักก็ไม่เป็นไร ฉันอยู่ของฉันได้สบาย ฉันไม่แคร์ ฉันมีความสุขแบบโสดๆ ของฉันแบบนี้แหล่ะดีแล้ว (แต่ใครหนอจะรู้ใจจริงของเขาและเธอว่ามี “สุข” จริงหรือเปล่า ?)

    "โสดสยอง" กลุ่มนี้มีความอาฆาตพยาบาทสูง เจ็บแล้วจำ รักแรง แค้นแรง ทำฉันเจ็บแล้วจากไป ก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุขเลย เพราะจะตามสาปส่งทุกชาติไป(ส่วนใหญ่โสดกลุ่มนี้มักเป็นชายชาตรีที่มีเลือด ร็อกสูง ดูแมนนิดนึง ถ้าเป็นหญิงก็จะเป็นหญิงโหดๆ)

    "โสดสูงส่ง" โสดประเภทนี้มีความทะเยอทะยานและความตั้งใจ ใฝ่ฝันสูงส่ง ถือคติความรักไม่ใช่เรื่องไกลตัว เธอหรือเขาอยู่สูง แค่ไหนก็ต้องเอื้อมมาให้ได้ แม้จะถูกคนในสังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นหมาวัดที่ชอบเด็ดดอกฟ้า หรือ หมาเห่าเครื่องบินก็ยอม

    "โสดจำจด" เป็นพวกเข็ดขยาดกับความรัก เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่จบลงแบบไม่สวย(มักแห้วหรือเจ็บ) ถือคติเจ็บแล้วต้องจำ จะไม่ช้ำ ไม่รักใครอีกแล้ว ขออยู่เป็นโสดไปจนตาย(หรือจนกว่าจะมีคนมาให้รักใหม่อีกครั้ง!)

    "โสดสาวมั่น" กลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก สามารถพลิกผันสถานการณ์อกหักให้เป็นทางเลือกได้ มองโลกมุมใหม่ที่ไม่ทำให้ตัวเองเจ็บช้ำ...ดีแล้วที่เลิกกันไป ถึงจะเป็นโสดก็ไม่เป็นไร ฉันมั่นใจ ฉันไม่ผิดๆ

    "โสดพยายาม" กลุ่มนี้มีความพยายามที่อยากจะสละบัลลังก์โสดเป็นเลิศ แต่ยังไม่สามารถบรรลุ จึงไขว่คว้าหลายๆ ทางเพื่อให้ได้เขามา ตามที่ตั้งใจ ถือคติไม่ลงทำมือก็ไม่ได้มา(แต่ยังไม่เข้าข่ายเกินงาม) เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของโสดกลุ่มนี้เป็น สาวยุคใหม่ มีความมั่นใจพอตัว (ไม่สวยไม่แนะนำให้เข้ากลุ่ม)

    "โสดยังหวัง (ลึกๆ) " โสดกลุ่มนี้มีความหวังเป็นแรงบันดาลใจ ถือคติชีวิตนี้ไม่สิ้นหวัง ชอบการรอคอยค้นหา วันนี้ไม่เจอไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังไหว...รอได้ๆ โดยพื้นฐานเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่มีความพยายามไม่เท่ากลุ่มก่อนหน้านี้ ไม่ชอบการลงมือปฏิบัติ แต่ชอบตั้งหน้าตั้งตารอ (กี่ชาติผ่านไป ไม่เคยสิ้นหวัง!)

    แล้วคุณล่ะ...เป็น “โสด” ไหน แต่ยังไงก็อย่าเป็นโสดนานละกัน  

    นั่นสิ กูโสดแบบไหนวะ?
    August 14

    ยาวหน่อย แต่ดีครับ... การแสวงหาความรักในโลกออนไลน์

     การแสวงหาความรักที่ออนไลน์อยู่บนโลกไซเบอร์ใบนี้
    ไม่ได้ง่ายดายหรือยากลำบากไปกว่า
    การแสวงหาความรักในโลกแห่งความเป็นจริง
    ที่มีผู้คนเดินสวนกันไปมาแม้แต่น้อย

    มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชีวิตจริง
    คุณจะบอกได้ในทันที
    ที่คุณเดินสวนกับใครสักคน และรู้สึกสะดุดตา
    สะดุดความรู้สึกกับใครคนนั้นไหม ว่าคนๆนั้นคือ

    คนที่ใช่....คือใครบางคนที่คุณตามหา
    หรือคือคนที่คุณมั่นใจว่าจะวางอนาคตไว้ร่วมกับเขา
    แน่นอน...หากคุณยังมีเหตุผลเพียงพอ
    ที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์อ่อนไหววาบหวามเป็นตัวบงการ
    ว่าคนที่คุณคิดว่า เขาอาจจะใช่คนที่คุณรอคอย
    คือ คนที่จะร่วมชีวิตกับคุณ
    จนกว่าคุณจะได้เรียนรู้
    และพิสูจน์คนคนนั้นอย่างชัดเจนเสียก่อน

    การแลกเปลี่ยนทางความคิด
    กับคนพิเศษที่ออนไลน์มาพบกัน
    อาจเริ่มต้นขึ้นอย่างเปิดเผยและง่ายดาย
    ความสวยงามของตัวหนังสือที่พิมพ์ส่งมา
    อาจมีมนต์ขลังเสียจนทำให้หัวใจของคุณ....
    ผูกมัดด้วยจินตนาการงดงามของภาพฝันอุดมคติ
    แต่คุณจะด่วนสรุปได้อย่างไรว่า.....
    นั่นคือ......ความรัก
    จนกว่าคุณจะก้าวออกมาจากโลกแห่งความฝันของคุณ
    เพื่อมาพบกับความเป็นจริงที่คนคนนั้นเป็นอยู่

    การปล่อยให้ตัวเองผูกพันกับจินตนาการ
    มีแต่จะทำให้คุณพบกับความผิดหวังและปวดร้าว
    หากภาพฝันนั้นไม่เป็นอย่างที่คุณคิด

    ความรักไม่อาจเริ่มต้นระหว่างคนแปลกหน้า
    และไม่ว่าคุณจะออนไลน์
    คุยกับเขายาวนานนับปี
    ด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยเปิดเผยเพียงไร
    กำแพงแห่งความแปลกหน้าก็ไม่มีวันพังทลายลง
    จนกว่าคุณและเขาจะได้พบกันในโลกแห่งความเป็นจริง

    รักแท้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายบนโลกสับสนใบนี้
    และยิ่งไม่อาจค้นพบได้ง่ายดายในโลกที่มองไม่เห็น
    ความรักต้องการการเรียนรู้
    และเข้าใจอย่างลึกซึ้งระหว่างคนสองคน
    ความรักคือการรู้จัก
    เพื่อที่จะยอมรับในตัวตนของกันละกันอย่างแท้จริง

    ดังนั้นหากคุณกำลังคิดว่า
    คุณมีความรัก หรือเจ็บปวดกับคนพิเศษซักคน
    ที่ออนไลน์มาพบกันประจำทุกวัน
    ทั้งที่คุณไม่เคยได้ยินเสียง ไม่เคยเห็นหน้า
    และไม่เคยจะรับรู้ความจริงว่า
    เขาเป็นอย่างไรเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปกติ
    หรือเพียงแต่หลงรักภาพอุดมคติที่ตัวเอง เป็นคนสร้างขึ้นมา
    ก็คือการพาเขาก้าวออกมาจากโลกแห่งจินตนาการใบนั้น
    เพื่อมาพบกันในชีวิตจริง

    จำไว้ว่า..หนึ่งปีที่คุยกัน...ก็ไม่เท่าหนึ่งวันที่ได้พบหน้า
    เมื่อคุณพบเขา
    คุณจะได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่า
    เขา คือคนที่คุณสมควรเรียนรู้
    และรู้สึกพิเศษต่อไปหรือไม่
    สีหน้า แววตา และภาษาท่าทางอื่นๆของเขา
    คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้ชัดเจนได้มากกว่า...
    ตัวหนังสือ ที่อ่อนหวานห่วงใยที่พิมพ์ส่งมา
    หรือเสียงทางโทรศัพท์ว่าเขาคือเพื่อนที่จริงใจ
    และต้องการผูกมัดกับคุณอย่างจริงจัง
    หรือ เพียง แต่ ต้อง การ ให้ คุณ ตก หลุม พราง
    ใน การ ใช้ ภาษา เพื่อ ความ สนุก ในเกม
    หรือ ผล ประ โยชน์ ทาง อารมณ์
    หากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหว
    เชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดีเกินไป
    ก็จงอย่าใช้ หัวใจในการตัดสิน
    และรับรู้ตัวหนังสือที่ผ่านมาทางอินเตอร์เนต
    และจงใช้สมองในการอ่านทุกตัวอักษรอย่างมีสติ
    อย่าปล่อยให้กับดักของภาษา พันธนาการหัวใจคุณ
    อย่างที่เพื่อนๆ อีกหลายคนเคยเผลอไผลมาก่อน

    แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหตุผล
    และเท่าทันเกมสนุกในโลกไซเบอร์นี้
    จนรู้สึกชินชากับทุกตัวหนังสือทุกตัวที่พิมพ์ส่งมา
    ก็ได้โปรดอย่าใช้ตัวหนังสือของคุณ
    ตอบกลับไปในสิ่งที่ตัวคุณเองไม่ได้รู้สึกรู้สา
    เพราะคนที่ได้อ่านข้อความของคุณ
    อาจเป็นเพียงมือใหม่ที่อ่อนไหว
    และตกหลุมพรางของถ้อยคำที่คุณใช้ได้ง่ายดาย

    To handle yourself, use your head,
    To handle others, use your heart.

    จงใช้สมองดูแลหัวใจของคุณเอง
    และจงใช้หัวใจเพื่อดูแลหัวใจดวงอื่นๆที่ออนไลน์มาพบกับคุณ.....
    หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งกำลังออนไลน์เพือค้นหารักแท้
    ก็ขอให้คุณโชคดีและเดินทางในโลกไซเบอร์นี้อย่างปลอดภัย
    จนกว่าจะพบใครซักคนที่พร้อมจะก้าวไปในชีวิตจริงกับคุณ
    ที่สำคัญ....อย่าลืมระมัดระวังดูแลหัวใจคุณเองให้ดี
    ตลอดการเดินทางครั้งนี้ด้วย

    ไม่เคยมีใครที่ดีพร้อม
    ขอให้เรายอมรับความจริงในข้อนี้
    ฉะนั้นการคบหากับใครสักคน
    ก็อย่าคาดหวังเสียจนเลิศเลอ
    เพราะเขาก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเหมือนกับเรา
    ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนอยู่ในตัว
    การตั้งความคาดหวังไว้สูง
    ก็เหมือนการขีดเส้นวงจำกัดไว้คับแคบ
    ซึ่งสักวันเราอาจต้องสูญเสีย
    ทั้งความรู้สึกและมิตรภาพ
    สุดท้าย...เราก็ไม่อาจจะคบหาใครได้จริงจังเลย
    แม้แต่สักคนเดียว
      
    July 15

    Review หนังสือภาพ: รูปๆคำๆ

    จากนี้ไป ตั้งใจไว้แล้วว่า...
    จะเขียนเรื่องตัวเองให้น้อยลง เอาเรื่องรอบตัวๆมาเขียนให้มากขึ้น
    กลับมาสู่จุดยืนเดิมที่จำเขียน BLOG ให้มีอะไร มากกว่าบ่นไปวันๆ :)

    -----------------------------------------------------------------------------------

    ทุกวันอาทิตย์ ช่วงนี้ไปหาหมอสิวเป็นกิจวัตรที่หมอPAN(หมอ"แพง") ที่ เซ็นทรัลพระราม2 เป็นกิจวัตร
    ถึงแม้จะมีข่าวเรื่อง หมอสิวที่เป็นผู้ชายวินิจฉัยสิวใต้ร่มผ้าเด็กหนุ่ม เราก็ไม่กลัว เพราะว่าหมอสิวเราเป็นผู้หญิง
    คำเตือน: อายุต่ำกว่า 18 ให้ข้ามบรรทัดนี้ไป (*** แต่ก็แอบลุ้น ให้หมอสิววินิจฉัยให้เราบ้าง ฮ่าๆๆ ล้อเล่นนะ***)
     
    หลังจากเสร็จกิจแล้ว(เอ๊ะ คำมันดูไม่ดี เอาใหม่ๆ "หลังจากเสร็จธุระแล้ว")
    ก็ลงไปเดินดูหนังสือ ว่าจะซื้อ Men's Health ฉบับเดือนนี้ แต่ยังไม่ออก
    แล้วก็ตั้งใจไว้แล้วว่า จะซื้อหนังสือของ Jimmy Liao ชื่อ "เรื่องส่วนตัว" มาอ่านดู
    ก็ไปดู SE-ED Book ปรากฏว่า หมดแล้ว... >__<"
    แต่สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือ เล่มเตี้ยๆหนาๆ ปกสีชมพูเด่นๆ อยู่บนชั้น
    ชื่อหนังสือ "รูปๆคำๆ"
    ลองเปิดดูผ่านๆ ก็เป็นหนังสือภาพเยอะๆ มีประโยคสองสามประโยคประกอบแบบที่เราชอบอ่าน
    (ยกตัวอย่าง ก็คงคล้ายๆ Hesheit นั่นแหละคับ ประเภทเขียนน้อย แต่ต่อยหนัก โดนใจ)
    ก็เลยถอยมาอ่านดู 195 บาท กับกระดาษบางๆ ธรรมดาๆ ก็แพงเอาการอยู่
    แล้วก็ลงไปถามที่ร้านนายอินทร์ หมดอีกเหมือนกัน...
    ก็เลยหลับตาจิ้มเอาผลงานของ Jimmy Liao มาซะหนึ่งเล่ม ชื่อหนังสือ "ความปวดร้าวอันงดงาม"
    345 บาท กับกระดาษหนา สี่สีทั้งเล่ม จำนวนหน้าไม่ได้เยอะมากมาย แพงอยู่ แต่เอาวะ ลองดู
     
    ------------------------------------------------------------------------------------- 
    กลับมาบ้าน อ่านทั้งสองเล่มรวดเดียวใช้เวลาพอๆกับอ่านวันพีซเลยแฮะ...
    "รูปๆคำๆ" กับ "ความปวดร้าวอันงดงาม" ทั้งสองเล่ม เป็นหนังสือประเภทเดียวกันเลย
    คือเป็นหนังสือภาพรวมเรื่องสั้น มีคำบรรยายนิดหน่อย
    แต่เนื้อหาจะไปคนละแนวกัน วันนี้ขอ review หนังสือ "รูปๆคำๆ" ก่อนนะครับ
     
    "รูปๆคำ" มันอาจจะฟังดูพ้องเสียงคล้ายๆกับ "ลูบๆคลำๆ" นิดหน่อย อิอิ
    แต่ ชื่อหนังสือแค่นี้ ก็สามารถอธิบาย ความเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ดี
    คือมีรูปกะตัวหนังสือสลับกันโดยตลอด ทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสืออย่างเรา อ่านจบได้ไม่ยากนัก
    ด้วยลายเส้นการวาดของ "แป้ง"(เข้าใจว่า เค้าก็ดังพอสมควร ลองเข้าไปดูที่ http://www.mamamopang.com/ คงจะร้องอ๋อกันทันที)
    และเนื้อเรื่องน่ารักๆ โดย "บัวไร" ทำให้เมื่อหยิบมาอ่านแล้วรู้สึกอมยิ้มอยู่ในใจ
     
    ในหนังสือ ก็จะเป็นรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรัก โดยนำเสนอในแง่มุมน่ารักๆ
    อย่างเช่น เรื่อง "ป๊อก ป๊อก ป๊อก" ที่เกี่ยวกับความรักของ หนุ่มบะหมี่เกี๊ยวรถเข็น กับ สาวลูกค้าประจำ ที่มีคุณพ่อหวงลูกสาวมากๆ
    หรือ เรื่อง "โมเมกับตั้งใจ" ที่เกี่ยวกับ สาวนักพยากรณ์อากาศ กับ หัวหน้าเครื่องเล่นในสวนสนุกที่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้
    ถึงหนังสือเล่มนี้จะสั้นมาก จนอ่านจบภายในเวลาแป๊บเดียว แต่ก็ทำให้รู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่านอีก เมื่อต้องการความรู้สึก"ยิ้ม"ในใจ
     
    โดยรวมก็ ชอบ ครับ
    เหมาะกับการซื้อให้แฟน หรือจะซื้อให้ใครก็ได้ ที่เราอยากเห็นเค้ามี"รอยยิ้ม"ครับ
       
    June 09

    Happy Anniversary (?)

     ในที่สุด เราก็ทำงานที่ ITOne มาครบปีแล้วสินะ...
    หนึ่งปีที่ผ่านมา อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด

    เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เข้ามาและออกไป
    เห็นแบบนั้นแล้วก็ใจหาย สักวันหนึ่งก็คงเป็นเวลาของเรา เฮ่อ...
    การจากกันมันก็เป็นเรื่องเศร้าเหมือนกันนะ ยิ่งถ้าผูกพันกันมากๆ
    รู้ว่าจะไม่ได้มาเจอกันที่ออฟฟิศเหมือนอย่างทุกเช้า ก็คงจะใจหายน่าดู...

    เปลี่ยนเรื่องดีกว่า
    หันมามองตัวเอง หนึ่งปีที่ผ่านมา ชีวิตมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

    - เลิกกับแฟนเก่า พยายามหาแฟนใหม่ -> ก็ยังตามหาต่อไป เฮ่อ... เศร้า
    - อ้วนมาก ลดน้ำหนัก จะผอม -> เคยได้แค่ผอมลงไปแป๊บนึง แล้วก็อ้วนกลัยมาอีกแระ ต้องกลับมาเริ่มใหม่
    - ตั้งใจว่าจะเก่งขึ้น -> ก็คงเก่งขึ้นมั้ง ทำมาปีกว่าๆแล้วนี่นะ ดูเหมือนว่าความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็ยังเก่งไล่ไม่ทันพี่ๆอยู่ดี
    - ลุ้นว่าน้องใหม่ในทีม จะเป็นน้องขาวหมวยน่ารัก -> ชาย 6 หญิง 1 แถม ญ 1 นี่ก็เป็นคนกันเอง น้องที่บางมดนั่นแหละ...
    - เงินเดือนขึ้น -> ตอนนี้ ก็ดีกว่าตอนเข้ามา อาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็นะ มนุษย์เรา เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอหรอก ความสุขคนเราไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขในบัญชีหรอกนะ
    - ชีวิตการทำงาน -> ก็มีความสุขดี ถึงงานจะเยอะขึ้น แต่ ใช้สมองมากขึ้น ใช้กำลังน้อยลง

    ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ออฟฟิศนะ (น้องๆที่เข้ามาใหม่ด้วย) ที่ทำให้ชีวิตทำงานสนุกมาก
    อาจจะมีเหนื่อย มีท้อบ้าง แต่ทุกคนที่ออฟฟิศก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี
    อาจจะมีเรื่องให้ปวดหัว เดือดร้อนพี่ๆเป็นประจำ ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ
    จะพยายามทำเรื่องให้น้อยลง(ไม่กล้ารับปากว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก ฮ่าๆๆ)
    -------------------------------------------------------------------------------------

    โดยรวม ก็ มีความสุขดีกับการทำงาน
    แต่ อยากมีความสุขกับความรักมั่งอ่ะ...
    คนที่เข้ามาอ่าน space เราประจำนี่ อาจจะคิดว่า "ไอ้ห่านี่ วันๆคิดแต่เรื่องแฟนรึไงวะ?"
    เป็นแบบนี้ มันเหงานะเว้ย...
    อยู่กะเพื่อนมันก็เฮฮาแฮปปี้ดี
    แต่ช่วงนี้โดนญาติถามบ่อยเหลือเกินว่า "แบงค์ มีแฟนยัง?"
    มันจี๊ดใจมาก... Y___Y

    ยิ่งช่วงนี้ เห็นเพื่อนๆแต่ละคน ดวงความรักขาขึ้นกันดีจัง
    เมื่อไหร่จะถึงคิวเรามั่งวะ?
    แค่อยากจะเจอใครสักคน ที่ทำให้รู้สึกว่า "คนนี้แหละ" ก็ยังไม่มีเข้ามาในชีิวิตซักที

    อยู่กับเพื่อน เฮฮาปาจิงโกะ สนุกสนานขนาดไหน
    รู้ไหมว่า กลับมาบ้าน อยู่คนเดียวเมื่อไร ในใจกลับช่างเหงาเหลือเกิน

    อยากมีคนรัก อยากรักใครบ้าง
    อยากทำอะไรน่ารักๆให้ใครสักคน อยากให้มีคนมาทำอะไรน่ารักๆให้
    อยากเป็นเพื่อนที่ดี เป็นแฟนที่น่ารัก เป็นหัวหน้าครอบครัวที่อบอุ่น(อันหลังนี่คงคิดเร็วไปหน่อย)

    ครบรอบ1ปีแล้ว ฉลองให้ตัวเองซักหน่อย ด้่วยการซื้อมือถือใหม่(ด้วยเงินตัวเอง >_<")
    June 02

    เปลี่ยนมุมมองซะใหม่...

     หรือผู้หญิงนั้นชอบคนเลวคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่แปลกเมื่อได้ยินได้ฟังหรอก

    เป็นคำถามปกติธรรมดาที่แทบจะได้ยินทุกเมื่อเชื่อวัน ผู้ชายหลายคนมักจะตั้งคำถามแบบนี้เสมอๆ ยิ่งเมื่อเห็นผู้หญิงที่ตัวเองชอบไปเลือกคบกับไอ้หนุ่มที่ท่าทางเจ้าชู้ และไม่น่าไว้วางใจสักนิดเดียว แทนที่จะเลือกคบกับตัวเขา

    ถึงแม้ว่าผู้ชายทั้งหลายละทิ้งอคติที่มองว่า

    ตัวเองดีกว่าชาวบ้านเสมอไปแล้วก็ตาม แต่คำถามนี้ก็ยังคงไม่หายไปจากโลกง่ายๆเพราะว่าความเข้าใจในความ "ดี" ที่ผู้หญิงและผู้ชายมองนั้นแตกต่างกันไป ผู้ชายมักจะมองว่าผู้ชายที่ดี ที่ผู้หญิงควรจะเลือกคือผู้ชายที่เรียบร้อย ไม่เจ้าชู้ ไม่ยุ่งกับอบายมุขเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้หญิงพอใจที่จะเลือกเป็นคู่ครอง

    ผู้ชายมองอะไรที่ตื้นเขินเกินไป

    ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงทุกคนจะให้คำจำกัดความของคำว่า"ดี" คือ ผู้ชายที่รักเธอจริงและแสดงออกว่าเธอเป็นคนสำคัญ มีความเป็นผู้นำ รวมทั้งฉลาดพอที่จะต่อกรกับเธอได้ จะเห็นได้ว่าคำว่า"ดี"ที่ผู้หญิงกับผู้ชายคิดนั้นแทบจะหาความเกี่ยวข้องกันไม่ได้เลย

    ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ

    ที่ทำไม ผู้ชายหลายคนถึงไม่อาจยอมรับการตัดสินใจเลือกคบกับใครสักคนของผู้หญิงได้ เพราะว่าเธอเลือกผู้ชายที่ไม่ดีในสายตาเขา แต่เป็นผู้ชายที่ดีในสายตาของเธอ ในอีกกรณีหนึ่งผู้ชายที่ได้ชื่อว่าสมบูรณ์แบบ เพียบพร้อมทุกประการก็เจอกับปัญหานี้เช่นกัน
    แต่ไม่ใช่เพราะว่าคำว่า"ดี"

    หากแต่เป็นเพราะความสมบูรณ์แบบของเขาต่างหาก ที่ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นคู่ครอง ผู้ชายที่เป็นคนดีเกินไปนั้น ทำให้ผู้หญิงอึดอัดทั้งกายและใจ ในการที่จะอยู่ด้วยมากกว่าผู้ชายที่ข้อบกพร่องบ้างเพราะว่าผู้หญิงก็รู้ตัวดีอยู่ว่าตัวเองนั้น

    ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบเท่าไหร่นัก ถ้าผู้ชายที่เธอคบด้วยเป็นคนสมบูรณ์แบบเกินไป ก็จะทำให้เธอขาดความมั่นใจและไม่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริง ที่ มีข้อบกพร่องต่อหน้าเขาได้ เพราะว่าเขาสมบูรณ์แบบเสียจน เธอไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจเรื่องบกพร่อง ในบางครั้งเขายังทำลายความมั่นใจในตัวผู้หญิงได้อย่างไม่รู้ตัว
    และสุดท้ายคือ

    ผู้หญิงกลัวที่จะสูญเสียเขาไปเมื่อเขารู้จักเธอมากพอ เมื่อรู้ว่าเธอไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาอยากได้ ดังนั้นผู้หญิงเลยเลือกที่จะไม่สนใจผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้นเสียดีกว่า

    โดยเนื้อแท้แล้ว

    ไม่มีใครอยากได้คู่ครองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเลวหรอก ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เราทุกคนต่างก็เสาะหาคนดีๆกันทั้งนั้น ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถผูกมัดอีกฝ่ายหนึ่งไว้ได้คือ จงทำตัวเหมือนหนังสือที่มองภายนอกแล้วน่าสนใจ เปิดมาอ่านภายในแล้ววางไม่ลง แต่อ่านเท่าไรก็ไม่สามารถหาตอนจบได้พบ

    น่าจะเป็นส่วนช่วยในการสร้างความเข้าใจระหว่าง คุณและคนที่คุณรักได้เป็นอย่างดี
    May 22

    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น...

    ถ้าตื่นมาต้องพบกับความเป็นจริง
    ฉันขอหลับต่อไปได้ไหม?
     
    แต่ก็นะ...
    แค่
    ...
    ให้เราได้รู้จักเธอ
    ให้เธอได้รู้จักเรา
    ให้เราได้รู้จักกัน
    มันก็เป็นความสุขเล็กๆแล้วล่ะ
     
    อย่างน้อยก็รู้สึกว่า
    เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ใครคนนึง
    ทำอะไรสักอย่าง เพื่อใครสักคน
    ถึงแม้เธอจะไม่รู้ตัว และเราไม่เคยบอกเธอก็เถอะ
     
     
    เนื้อเพลง: อยากหลับตา
    อัลบั้ม:
     
     คงจะเป็นฝัน เป็นได้แค่นั้น ที่ฉันและเธอนั้นรักกัน
    มีแต่ความหวาน ในคืนแห่งความฝัน ที่ฉันต้องการเก็บไว้

    ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ

    อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์
    เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ
    อยาก…พบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ
    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น

    ในค่ำคืนนี้คงจะมีหวังได้พบเธออยู่ในฝัน
    มีแต่ความหวานในคืนแห่งความฝันที่ฉันต้องการเก็บไว้

    ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ

    อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์
    เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ
    อยาก...พบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ
    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น
     
     
    May 19

    โอ๊ย... ทำไงดีๆ...

    จากที่เคยใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
    จนชีวิตได้มาเจอกับคนคนนึง
    ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง
    สารรูปแบบนี้ จะเข้าไปคุยกะเค้าได้ยังไงเนี่ย
    ขืนเป็นยังงี้ต่อไป คงไม่มีโอกาสได้รู้จักเธอแน่เลย...
     
    จากที่ไม่เคยสนใจตัวเอง
    ปล่ยตัวเองให้กลมบ๊อกใกล้เปนโดเรมอนเต็มที
    เสื้อผ้าหน้าผม ก็ไม่เคยจะดูแล
    เอาแค่ออกไปข้างนอกได้ไม่น่าเกลียด
    ...
    เปลี่ยนไปเป็น หันมาเข้าฟิทเนส
    สนใจอาหารการกิน
    ไปหาหมอสิว
    พยายามทำตัวเองให้ดูดี
    อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจที่จะกล้าเข้าไปคุยกะเธอคนนั้น
     
    ขอความกล้า ความมั่นใจให้ผมหน่อยนะครับ
     
     

    เพลง : ถ้าปล่อยให้เธอเดินผ่าน

    ศิลปิน : Groove Rider

    โอ้...ดีมั้ยหากเราลองรู้จักกัน
    พูดและคุยเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
    ไม่ต้องผูกมัดอะไร
    แค่รู้จักกันเท่านั้น

    โอ้...ฟังแล้วอาจดูเจ้าชู้หลอกลวง
    อยากจะรับรอง เธอไม่ต้องเป็นห่วง
    ฉันไม่ได้หวังอะไร
    อยากบอกให้เธอมั่นใจ

    * จะไม่ทำอย่างนี้
    แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเสียใจแค่ไหน
    ช้ำใจเท่าไร
    ถ้ารู้ว่าฉันได้พลาดความรักที่แท้

    รู้มั้ย ฉันไม่ทำแบบนี้กับใคร
    ฉันต้องรวบรวมสะสมความกล้าสักเท่าไหร่
    เธอเถอะขอนะคนดี
    อย่าเพิ่งจากและเดินหนีไป

    *

    จะไม่ทำอย่างนี้
    แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    ฉันนั้นก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเสียใจแค่ไหน
    ถ้าปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    ฉันนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพบเจอเธออีกหรือไม่
    ช้ำใจเท่าไร
    ถ้ารู้ว่าฉันได้พลาดความรักที่แท้

    โอ้...ดีมั้ยหากเราลองรู้จักกัน
    จะดีนะ ถ้าเธอได้รู้จักฉัน
    ดีมั้ย เราได้รู้จักกัน
    ดีนะ จะได้รู้จักฉัน
    ดีมั้ย . . . . . .

    April 26

    เพลงนี้ ผมขอมอบให้ บอล กับ นาตาลี ครับ

    ผู้เสียสละ : สายัณห์ สัญญา

    ใช่ฟ้าบันดาล ให้เธอเป็นคู่ของพี่ ฟ้าสร้างให้น้องพี่นี้ รักมีเพียงชั่วหวานชื่น
    พี่แสนรัก แสนห่วงและหวงทุกคืน ขอให้รักรวยรื่น เหมือนรักพี่เถิดดวงใจ
    ด้วยเขาเป็นเพื่อน ร่วมคำสาบานของพี่ น้ำใจเขานั้นช่างดี สมที่จะครองน้องได้
    อย่าได้คิดและห่วงพี่นะดวงใจ จะขอเจอะกันชาติใหม่ ชาตินี้พี่ต้องขอลา
    พี่มีกรรม ทำไว้แต่ปางก่อน จึงได้ตามมาย้อน ให้พี่จากกานดา
    เธอทั้งสอง เปรียบเหมือนดั่งดวงดารา ควรแล้วที่เกี่ยวกิ่งฟ้า อย่าโน้มลงมาจะหมองไหม้
    ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์ น้ำสังข์จะหลั่งลงพลัน ด้วยมือพี่หลั่งรดให้
    ไปสู่เรือนหอ ที่เฝ้ารอรับดวงใจ ชาตินี้พี่จำจากไกล สู่แดนแห่งรสพระธรรม
    ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์ น้ำสังข์จะหลั่งลงพลัน ด้วยมือพี่หลั่งรดให้
    ไปสู่เรือนหอ ที่เฝ้ารอรับดวงใจ ชาตินี้พี่จำจากไกล สู่แดนแห่งรสพระธรรม

    March 27

    สุดสัปดาห์ที่ว่างเปล่า...

    "เสาร์อาทิตย์คือสวรรค์ วันจันทร์คือนรก"
     
    ยิ่งทำงานบริษัทที่ต้องตื่นแต่เช้า กลับบ้านดึก ทุกวันๆ ยิ่งเริ่มเห็นด้วยกับประโยคนี้
    เสาร์อาทิตย์นี่แหละเวลาพักผ่อนที่แท้จริงของมนุษย์เงินเดือน
     
    แต่บางที สุดสัปดาห์ ก็น่าจะเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่า นอนอืดอยู่บ้าน นั่งแชทหน้าคอม รึว่า ลอยไปมาแถวสยาม
     
    "หาอะไรที่เป็นประโยชน์ทำดีก่า..."
     
    เพื่อนชวนทำงานนอก คราวนี้ก็กลัวอีกว่า จะเป็นคนถ่วงเพื่อน ทำให้มันช้า
    แถมต้องมาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัดอีก
    เรามันพวกเรียนรู้ช้าด้วยน่ะสิ ไอคิวไม่ทันพวกมัน
    ใจก็อยากทำ เพราะว่า เสาร์อาทิตย์ช่วงนี้ก็ยังว่างๆอยู่
    แต่ อีกใจก็คิดว่า แค่วันธรรมดา กูก็เหนื่อยจะตายห่าแล้ว
    เสาร์อาทิตย์ยังจะต้องมาทำงานอีกหรอ(วะ)?
     
    ตอนนี้แค่อยากหาอะไรทำบ้างเพราะรู้สึกว่าว่างเกินไป แต่ไม่ใช่ว่าชีวิตกูต้องไม่ว่างมันเลยเจ็ดวัน :S
    อาจฟังดูเรื่องมาก แต่แค่นี้ก็รู้สึกเวลาหายไปเร็วมากมาย
    เวลาที่ไปฟิทเนส หายไปกับงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น
    บางทีนั่งทำนู่นทำนี่ ก็วนมาคิดเรื่องงานที่คาอยู่ ว่าจะต้องแก้ยังไงต่อ
     
    เราไม่ใช่คนขยันหรอกนะ มีหลายครั้ง ท่าดีทีเหลวเป็นประจำ
    คิดจะทำนู่นทำนี่ สุดท้ายก็ล้มเลิกเอาดื้อๆ
    อาจจะเป็นเพราะ สิ่งที่เคยคิดที่จะทำ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของเราก็ได้มั้ง
     
    รึว่าจะไปลงเรียนพิเศษดี?
    ภาษาอังกฤษตอนนี้เริ่มโง่เต็มที
    ภาษาเยอรมันที่เคยได้เรียนมา ก็เริ่มเข้าใกล้ศูนย์เข้าไปทุกทีๆ
     
    ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
    แต่เลือกที่จะใช้ 24 ชั่วโมงของแต่ละคนให้คุ้มค่าได้ไม่เท่ากัน
    เราก็เป็นคนนึง ที่ปล่อยเวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ
    อาจจะคุ้มบ้าง ไม่คุ้มบ้าง ตามแต่จะคิด
     
    วันนี้ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 5 ปีที่แล้ว รึจะเป็น ช่วงเวลาที่นั่งจิ้มคีย์บอร์ดอยู่นี่
    1วัน ก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
    แต่ทำไมรู้สึกเหมือนเวลาหายไปหลายชั่วโมงนัก
    ทั้งที่ วันนึงๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไรให้รู้สึกเกิดประโยชน์เลย
     
    February 28

    เพื่อนของเราชื่อว่าความเหงา...

    ทำงานมาร่วม 9 เดือนแล้ว ไวยังกะโกหก
    คนเก่าออกไป น้องใหม่ก็กำลังเข้ามา
    ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเป็นรุ่นพี่เลยอ่ะ แหะๆๆ
    ยังรู้สึกว่าตัวเอง ป้ำๆเป๋อ เซ่อๆซ่าๆ เรื่องงานอยู่ประจำ
    มีเรื่องซวยๆให้เซ็งอารมณ์อยู่เรื่อยเลยวุ้ย ช่วงนี้
    ลาพักร้อนมั่งก็น่าจะดี...
     
    แต่อยู่ที่ทำงานก็สนุกดีนะ
    มีเรื่องเฮฮาไม่น่าเบื่อ มีอะไรให้ทำเยอะแยะ(เคสพุ่งไป400แล้ว เง้อ...)
    พอกลับมาบ้านทีไร ก็ชอบมา online ทั้งๆที่ ทำงานก็อยู่หน้าคอมมาทั้งวัน
    ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่เบื่อ
     
    บางทีมาonline ก็ไม่มีอะไรทำ และ ไม่รู้จะทำอะไร
    มา online เหมือนมารอใครสักคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใคร
    รอให้มีคนมาทักทาย แต่ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานไหม
     
    บางคนก็มาทัก มาคุยกับเราเป็นประจำ
     
    บางคนทักไปก็ถามคำตอบคำ จนตอนหลังขี้เกียจจะคุยด้วยแล้ว
     
    บางคนร้อยวันพันปีไม่เคยมาทัก มาทักก็ต่อเมื่อจะให้เราช่วยงาน
    อย่างน้อยมันก็พอจะทำให้แก้เหงาได้บ้าง
     
    บางคนอยากคุยกะเค้ามาก แต่ก็ไม่กล้าทัก ได้แต่จิ้มๆที่ contact
    เพราะรู้ว่าทักไปทั้งที่เป็นห่วง เค้ากลับมองเป็นว่าทำตัวน่ารำคาญ
     
    ถึงบางทีจะมีคนonline มากมาย มันก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ดี
    เมื่อไหร่จะมีใครสักคนที่มีเวลาให้เรา สนใจเราจริงๆ
    เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกคุยด้วยแล้วไม่น่าเบื่อ ไม่เหงา ซะทีน้อ...
     
    ปล. ช่วงนี้ sapce มีแต่เรื่องเหงาๆ เสี่ยวๆ ก้ขออภัยด้วย มันเป็นไปตามความอ่อนไหวของเจ้าของ space
    February 19

    อั่งเปาตั่วไก๊...

    ผ่านพ้นตรุษจีนมาแล้ว
    รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ฮ่าๆๆ
    นึกว่าจะโดนเชือดไปไหว้เจ้าซะแล้ว
    ช่วงนี้อ้วนขึ้นแทบระเบิด ที่ลดไปเริ่มจะตีกลับแล้วสิ
    เห็นทีต้องกลับมาเข้มงวดกับโปรแกรมลดน้ำหนักซะแล้ว
     
    ปีนี้ เป็นปีแรกที่มีรายได้เป็นของตัวเอง
    ก็เลย ต้องให้อั่งเปา หม่าม้า อาม่า น้องชาย น้องสาว
    ก็ ซื้อเข็มกลัดของ Swarovski ให้หม่าม้าด้วย (หุ้นกันกะน้อง มันลด30อยู่พอดี แหะๆๆ)
     
    ปีนี้ ถึงจะทำงานแล้ว แต่ก็ยังได้ซองอยู่ดี อิอิ
    แถมปีนี้ รู้สึกว่า มันจะเยอะกว่าทุกปีด้วยล่ะสิ เอิ๊กๆๆ
     
    พอมีเงิน กิเลสก็เริ่มมา
    เงินนี่แหละน้า... ทำให้เรามีทางเลือกที่จะสนองกิเลส
    ตอนที่ไม่มีตังค์ อะไรเก่าๆก็ต้องทนใช้ไป
    พอมีเงิน ก้เริ่มเกิดอยากซื้อไอ้นู่นไอ้นี่
    ทั้งที่ของที่มีก็ยังใช้ได้อยู่ แต่พอมีเงินมา ทำให้ชีวิตเกิดทางเลือกซะงั้น 
     
    เคยรู้สึกขัดแย้งแบบเราบ้างไหม?
    ความอยากได้ กับ ความเสียดายเงิน มันมักจะมาพร้อมกัน
    "ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง"
    ถ้าจะรอแต่อะไรฟรีๆ ก็คงต้องรอต่อไป
     
    อยากได้มือถือใหม่จังเลย...
    มาคิดดูแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อเครื่องใหม่เลย
    นอกจาก "อยากได้ของใหม่"
    ไม่ซื้อใหม่ก็ไม่ตาย แต่ มันไม่เท่...
    February 09

    ทีวีใหม่...

    เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(2/2/07)
    มีงานปีใหม่ของบริษัทที่โรงแรมแถวรัชดา
    ต้องขึ้นไปเต้น I need somebody กะ คนใจง่าย
    เขินชิบหายเลย
    แต่ก็เอาวะ คราวนี้เรารับบทลิ่วล้อ ช่วยเพื่อนให้แจ้งเกิด
    แถมการแสดงคราวนี้ไม่ได้เสื่อมแบบที่เล่นตอน outing
     
    ในงาน มีอาหารอาหร่อยๆมากมาย
    ไม่ว่าจะเป็น ซุชิ เป็ดย่าง บุฟเฟต์
    มีการจับรางวัลแจกด้วยนา
     
    ได้ทีวี29นิ้วของLGแหละ!!!
    รู้สึกดีใจมาก เพราะห่างเหินกับเรื่องโชคทางนี้มานาน
    แต่เห็นคนอื่นได้รางวัลใหญ่ๆกัน
    โดยเฉพาะ LE กวาดรางวัลกันเป็นว่าเล่น
    ได้ทอง ได้ตังค์กันไปหลายคน...
     
    พอจะไปรับรางวัล กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซะงั้น
    เพราะไอ้ทีวี 29 นิ้วเนี่ยะ เค้าไม่ยอมมาส่งให้ที่บ้าน
    ต้องไปเอาเองที่เซ็นทรัลลาดพร้าว
    จะเอารถYarisไปรับเอง ก็คงใส่กลับมาไม่พอ
    วันนี้ก็เลยให้ที่บ้านขับรถตู้ไปเอากลับมา
    พอกลับมาบ้านต้องจ่ายให้คนขับไป200อีก เพราะว่าโดนตำรวจโบกเรื่องขับเลนรถเมล์...
     
    เอาไงกะทีวีเก่าดีหว่า?
    ทีวีเครื่องเก่าก็29นิ้วเหมือนกัน
    แต่เป็นรุ่นเก่าของ Sony ตั้งแต่สมัยที่เครื่องละ 2หมื่นก่าๆ
    จะว่าไป เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ก็ทนเหมือนกันนะ สิบกว่าปีได้แล้วล่ะ 
    เป็นมรดกมาจากอา สงสัยก็คงต้องคืนเค้าไป...


    ปล. ปีหน้าขอเป็นจอ LCD ของคอมพิวเตอร์ก็ได้นะครับ เบื่อCRTที่บ้านแล้ว 
    January 27

    สายลมเหงาพัดมาพร้อมความหนาว...

    ช่วงนี้ ถ้าใครได้ตื่นมาตอนเช้าๆ 
    คงจะได้รับรู้ว่า
    ลมหนาวได้พัดมาให้สดชื่นในตอนเช้าอีกแล้ว :)
     
    มีเพลงหลายเพลง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ฤดูหนาว ความเหงา
    จนเป็นที่สงสัยว่า สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง?
    ทำไม ในหน้าหนาว เราถึงได้รู้สึกเหงา?
    ความเหงามาพร้อมกับลมหนาว?
    รึว่า สายลมหนาวพัดมาเพราะความเหงา?
     
    จริงๆแล้ว เราอาจจะเหงาได้ทุกฤดูกันอยู่แล้ว
    แต่ที่ฤดูหนาวทำให้เรารู้สึกเหงามากกว่าฤดูอื่นนั้น
    น่าจะเป็นเพราะว่า มีบางสิ่งที่เราต้องการมากกว่าในฤดูอื่น...

    นั่นก็คือ...
     
    "ความอบอุ่น"
     
    ลมหนาวพัดมา ทำให้เรารู้สึกหนาว
    อยากจะได้ความอบอุ่นจากใครสักคน
    อยากจะกุมมือ อยากจะกอด และ อยากที่จะแบ่งปันความอบอุ่นให้กับคนที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ
     
    ลมเหงา ความหนาว กำลังจะผ่านไป
    หวังว่า ความอบอุ่น คงจะได้พัดเข้ามา สู่จิตใจของเราบ้าง
    เมื่อลมหนาวพัดมาอีกครั้ง เราจะได้มีกำลังใจสู้กับลมหนาวให้ผ่านพ้นไป
     
     
    January 10

    ปีใหม่... อะไรดีๆใหม่ๆ ก็คงตามมา...

    หวัดดีปีหมูอู๊ดๆกันนะทุกท่าน ไปเที่ยวไหนกันมามั่งอ่ะ?
    เราไปเที่ยวพม่ามา เหนื่อยมาก แต่ก็อิ่มบุญ
    เพราะที่ไปทัวร์เนี่ย ไม่มีไรนอกจาก วัด เจดีย์ พระธาตุ ตลอด4วันของการเดินทาง
    ไว้เดี๋ยวขยันๆเมื่อไหร่ จะมาเล่าให้ฟังกันนะ
     
    มาพูดถึงปีใหม่ ปีนี้ดีกว่า
    มาทักทายกันช้าไปหน่อย จะวันเด็กอยู่แล้วล่ะเนี่ย(ถึงจะทำงานแล้ว แต่ใจยังเด็กอยู่นะ ใจมันยังชอบเด็กเอ๊าะๆ)
    น่าเสียดายช่วงเวลาเด็กชะมัด ไม่เคยได้ขี่รถถัง นั่งเก้าอี้นายกกะเค้ามั่งเลย(โตป่านนี้ คงไม่ไปให้อายเค้า)
     
    ปีใหม่นี้ ถึงจะเริ่มด้วยเรื่องไม่สู้ดีเท่าไหร่ มีวางระเบิด ทั้งขู่ และ ทำจริง กันเป็นว่าเล่น
    แต่เดี๋ยวทุกอย่างก้คงคลี่คลายดีขึ้นไปเอง เราเชื่อว่างั้นอ่านะ

    แต่ก็ยังพอมีข่าวดีสำหรับชนชั้นแรงงานอย่างเรา...
    เงินเดือนขึ้นคร้าบ... :-)
    ไม่มากไม่น้อย แต่ก็พอรู้สึกไม่น้อยหน้าชาวบ้านเค้าหน่อย
    ไม่งั้นเวลาคุยเรื่องเงินเดือนทีไร เสียงอ่อยๆทุกที เฮ่อ...
    ปีนี้ ผ่านมาไม่ทันไร ก็ได้ยินข่าวว่า พี่ๆเพื่อนๆที่บริษัท จะบ๊ายบายกันหลายคน
    ฟังดูแล้วใจหายเหมือนกันนะ บางคนก็รู้จักกันไม่นานนี้เอง กลับจะต้องแยกกันซะแล้ว
    เก่าไปใหม่มา... เดี๋ยวเราก็จะมีรุ่นน้องมาเข้าทำงานแล้วสิ... อิอิ
    สาธุ... ภาวนาให้เป็นรุ่นน้อง สาว สวย หมวย ตัวเล็ก เข้ามาทำงานทีเหอะ เผื่อจะมีลุ้นกะเค้าซักที
    วันนี้ แอบเห็นที่มาสมัครงาน ขาว หมวย ใช้ได้เลยทีเดียว(เดี๋ยวต้องไปตีซี้กะ HR แอบเอาเบอรโทรมาแระ หุๆๆ)
     
    นึกแล้วเวลาช่างผ่านไป ไวยังกะเฟอร์รารี่ติดจรวด ทำงานที่นี่มาจะ 8เดือนแล้วหรอนี่?
    ยังรู้สึกไม่ได้ต่างจากตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆเท่าไหร่เลย ยังคงเป็นน้องของพี่ๆในทีมอยู่ดี
    ชอบทำไรมึนๆงงๆ ในบางครั้ง ให้พี่ๆได้ตามแก้(อายว่ะ)
    หวังว่า ปีนี้ เราคงโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เก่งขึ้น หล่อขึ้น กล้ามขึ้น ผอมขึ้น(เอ... ต้องผอมลงสิเนาะ)
     
    สุดท้ายนี้ ขอบคุณป๊าม้าญาติพี่น้อง ที่ดูแลมาตลอดทั้งปี
    ขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆ ทั้งที่ทำงาน รึว่าจะเป็นเพื่อนเก่า ที่ยังให้การช่วยเหลือ และยังคบกะกูอยู่
    ก็ขอให้happyๆ กันถ้วนหน้าตลอดปีหมูนี้นะครับ
    สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง ทำมาค้าขึ้น
    อยู่เป็นเพื่อนเราไปตลอดละกันนะ
    December 24

    Christmas? So what?

    อากาศหนาวๆนี่ดีจริงๆเลย
    มีโอกาสที่จะได้เห็นคนใส่เสื้อหนาวสวยๆเดินไปเดินมา
    เห็นไฟประดับประดาตามห้าง(น่าไปนั่งกินเบียร์ชิลๆ)
    แต่นี่ก็จะวันคริสต์มาสแล้ว ก็ไม่รู้จะได้เห็นซานตาคลอสรึป่าว?

    ไม่รู้ว่าตอนสมัยที่หลายๆคนเป็นเด็กน้อย
    เชื่อเรื่องซานคาคลอสกันบ้างรึป่าว?
    เราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลยซักกะติ๊ด(อย่าหาว่าเปนคนไม่มีจินตนาการนะ)
    คงเป็นเพราะว่า ไม่เคยเรียนในโรงเรียนคริสต์ล่ะมั้ง เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้ซักเท่าไหร่
    จะมีบ้างก็ตอนหมวดวิชาภาษาอังกฤษเค้าจะจัดงาน แล้วจะมาเรียกกูไปเป็นซานตาคลอส... T^T

    แล้วถ้าซานตาคลอสมีจริงๆ จะเอาของขวัญมาให้เด็กๆในเมืองไทยยังไงล่ะ?
    บ้านเมืองเราก็ไม่ได้มีปล่องไฟซะหน่อย แล้วซานต้าจะเข้ามาทางไหน?
    จะโรยตัวมาจากหลังคาแล้วเข้าทางหน้าต่างแบบหนังแอ็กชั่นปะหว่า?
    แต่ลองนึกถึงหุ่นซานต้าแล้วคงไม่เวิร์ก

    ตอนนี้ โตขึ้นมาพอที่จะซื้ออะไรได้เองแล้ว
    ของเล่น ของกิน ผมไม่สนแล้วครับซานต้า
    ตอนนี้ผมอยากได้ "แม่เด็ก" ครับ
    ผมท้องไม่มีแม่มาหลายปีแล้ว
    ถ้าซานต้ามีจริง ช่วยส่งเมียยัดลงมาในถุงยาง เอ้ย ถุงเท้าบนหัวเตียงผมที
    (ซานต้าคงคิดในใจ แล้วมึงคิดว่ากูมีเมียแล้วรึไงวะ? (ใครรู้ช่วยบอกหน่อย สงสัยเหมือนกัน ซานต้าออกไปดึกๆต้องขอเมียก่อนรึป่าว))

    Anyway, Merry X'mas ครับ

    ปล. รักซานต้า ช่วยซานต้า อย่าเอาถุงเท้าใช้แล้วมาแขวน
    December 07

    Countdown to New Year!!!

    อาจจะดูเร็วไปอ่านะ ถ้าจะบอกว่าตอนนี้เรากำลังนับถอยหลังเพื่อให้ถึงปีใหม่!!!
    ช่วงนี้ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะทำงานเลย รอลุ้นแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึงปีหน้า
    อีกตั้ง20กว่าวันแน่ะ!!! มันดูเหมือนยาวนานมากเลยนะ!!!

    แต่จะว่าไป ก็ทำงานมาจะ6เดือนแล้ว อีก20กว่าวันคงไม่นานหรอก
    ปีใหม่ก็ใกล้เข้ามาแล้ว หวังว่าคงจะได้เจออะไรใหม่ๆ
    หวังว่าคงจะมีสิ่งดีๆในชีวิตรออยู่
    ลุ้นว่าจะได้โบนัสเท่าไหร่
    เงินเดือนจะขึ้นกี่ตังค์
    พี่ที่ออฟฟิศจะเหลือกี่คน(ฮา)

    หวังว่าคงจะได้เจอเนื้อคู่เสียที ที่ผ่านมาเจอแต่เนื้อเปื่อยไม่งอก...
     
    ไอ้ที่เคยบอกว่าจะผอมก่อนปีใหม่ ก็คงต้องเลื่อนไปอีกแระ...
    แต่ตอนนี้ก็พยายามไปฟิทเนสอยู่นะ ซื้อดัมเบลมาเล่นเองที่บ้านด้วยแหละ
    กะว่าปีหน้ายังไงก็ต้องผอม ต้องเฟิร์มให้ได้ (จะหล่อว่างั้น ฮา)
     
    คงต้องเริ่มวางแผนกะชีวิตต่อไปได้แล้วล่ะ
    ว่า จะเรียนต่อที่ไหนดี? รึจะเอาไงกะงานดีหว่า?
     
    ปีหน้าขึ้นเงินเดือนเหอะนะ จะแฮปปี้กว่านี้เยอะเลย... (T^T)
    December 04

    ที่จริงแท้แน่นอนที่สุดคือตัวเอง

    เฮ่อ... เบื่อ

    ต่อไปนี้จะเลิกใส่ใจคำพูดใครอีกแระ

    ตัวเองนี่แหละที่แน่นอนที่สุด (ถึงบางทีจะไม่ค่อยเข้าใจตัวเองก็ตาม)

    blogวันนี้สั้นดีเนาะ สั้นที่สุดเท่าที่เขียนมา แต่วันนี้ไม่มีอารมณ์เจงๆนะ ไว้วันอื่นละกัน
    November 15

    Bachelor Ceremony

    และแล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี กับงานรับปริญญาที่ไบเทค บางนา
    กลัวมากเลยว่าจะทำอะไรเหวอๆเด๋อๆลงไป แต่โชคดีที่ไม่มีไรเกิดขึ้น

    เช้าวันนั้น ตื่นตั้งแต่ตอนตี4
    แต่งตัว ออกจากบ้านไปตอนอีก15นาที ตี5
    ถนนโล่งมาก... ไปถึงไบเทคเอาตอนตี5 10นาที
    แต่ก็เห็นผู้คนมากมาย มากันเต็มไปหมด
    ทั้งบัณฑิตเอง และ ญาติพี่น้อง ผองเพื่อนของบัณฑิตมาถ่ายรูปกันเต็มไปหมด
    แต่เรามาคนเดียว ก็นั่งกินสลัดผัก กะหนมปังที่เตรียมไว้จนหมด...

    แล้วนิสัยเสียที่แก้ไม่หายก็กำเริบอีกแล้ว...
    อิ่มแล้วต้องหาที่อึ...
    ห้องน้ำนี่คนอย่างเยอะเลย มีเพื่อนคอเดียวกันยืนรอกันหน้าห้องน้ำเต็มไปหมด
    รอคิวจนเค้าเรียกรวม ก็ยังไม่ได้เข้าซักที
    เลยกลั้นใจ(กลั้นใจ?) ไปเข้าแถวตรวจเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยก่อน
    แล้วค่อยไปเข้าห้องน้ำ รอดไปที...

    เมื่อเข้าไปที่ห้องเพื่อเข้าแถวตามลำดับแล้ว
    ก็ลำเลียงคนไปนั่งในหอประชุม สถานที่พระราชทานปริญญาบัตร
    ไม่รู้ว่าแอร์หนาวมาก รึว่า ตื่นแต้นมากก็ไม่รู้
    รู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัว... บรื๋อ....

    เรานั่งอยู่ประมาณแถวหลังๆ
    ช่วงที่พระเทพเสด็จมา มองอะไรไม่เห็นเลย ได้แต่ทำตามคนที่อยู่ข้างหน้า...
    ก็ดูคนอื่นรับปริญญาไปก่อนหน้าเรา ทีละแถวๆ ก็ไม่มีใครพลาด
    พอมาถึงแถวข้างหน้าเรา ก็หันไปมองหน้าเพื่อน
    ตอนนั้นคงเป็นเหมือนกันหมด มือเย็นเฉียบ ตื้นเต้นกันไปหมด...

    ถึงคิวแถวเราแล้ว!!!
    โอ้ย... ตื่นเต้นมาก
    ก็ทำทุกอย่างตามที่ซ้อมไว้
    พอขึ้นเวทีไป ก็สังเกตเห็นพระพักตร์ของพระเทพว่าทรงเหนื่อยมาก(ใครบอกว่าท่านหลับตอนพระราชทานฟะ?)
    เพื่อนเราก็รับปริญญาไปทีละคนๆ จนมางคิวเราแล้ว!!!
    จังหวะนั้น จำอะไรไม่ได้เลย
    ทุกอย่างที่ทำลงไป แทบจะออกมาจากจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว
    ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย ที่ทำลงไปมันมาจากความเคยชินที่ซ้อมมา4-5รอบแล้วตะหาก
    ไม่ได้มีจังหวะแม้แต่จะมองพระพักตร์ท่านชัดๆเลยด้วยซ้ำ กลัวว่าจะรับปริญญาพลาด...
    พอลงมาจากเวที ความตื่นเต้นทั้งหมดก็หายไป...
    นี่กูเรียนมา4ปี เพื่อ1วินาทีกว่าๆบนเวทีเมื่อตะกี๊อ่านะ?
    ยังไม่มีเวลาดื่มดำกับการรับพระราชทานปริญญาบัตรเลยแฮะ...

    พอเสร็จพิธี ก็เดินออกมาจากหอประชุม
    ระหว่างที่เดินออกมา มีผู้คนมากมายมารอบัณฑิตเต็มสองข้างทาง
    ให้อารมณ์เหมือนประตูผู้โดยสารขาเข้าที่ดอนเมือง มากกว่ารับปริญญา
    กว่าจะออกมาได้ ก็นานอยู่เหมือนกัน
    วันนี้ไม่ได้นัดใครมาเลย ก็เลยไม่มีใครมาถ่ยรูปด้วยตามคาด เฮ่อ...
    ไม่มีพี่ที่ออฟฟิศมาถ่ายรูปด้วยเลยสักคน เซงครับเซง...
    ตอนแรกที่คุยกันว่าจะถ่ายรูปกันเองกับเพื่อน แต่ละคนกลับแยกย้ายกันไปหมด
    เลยอยู่ถ่ายรูปกับเพื่อน 3-4 คน แล้วก็เพื่อนพ่อ
    จากนั้นก็ขับรถกลับบ้าน...

    กลับมาถึงบ้าน ก็ไม่เห็นว่าป๊าม้าจะตื่นเต้นเลยสักนิด...
    ก็งี้ล่ะนะ... ช่วงเวลาของบัณฑิตมันจบลงไปที่ไบเทคแล้วนี่...
    จากนี้ไป เราก็เปลี่ยนสถานะจากบัณฑิตเป็นศิษย์เก่าไปแล้วอ่านะ...
    ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    เป็นมดอ้วนตัวน้อยๆ ที่จะออกไปสร้างชื่อเสียง(เสีย?) ให้กับสถาบัน
    เป็นCPE16ที่ช่วงนี้ไม่มีเวลาไปเลี้ยงรุ่นน้องเลย(ตอนนี้มีถึงCPE20แล้วนะ...)
    กลับมาเป็นคนธรรมดา ที่ตื่นเช้ามาก็ต้องไปทำงานเหมือนเดิม เฮ่อ... เหนื่อย

    ปล1. ขอบคุณป๊าม้าที่มีปัญญาส่งให้เรียนแพงๆ ตอนนี้จบมามีการมีงานทำแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีปัญญาใช้คืนหรอกนะ เอาแค่ไม่ขอค่าหนมเพิ่มก็พอแระ
    ปล2. ขอบคุณอาจารย์ที่ให้ความรู้ ให้เกรดดีมั่ง แย่มั่ง แต่ก็สมควรแล้วอ่ะ 
           และ พี่ๆที่ธุรการที่ให้ความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ จนผมจบออกมาได้
    ปล3. ขอบคุณอาจารย์ฝ่ายที่จัดการเรื่องพิธีพระราชทานปริญญาบัตรด้วยครับที่ทำให้งานนี้สำเร็จราบรื่น
    ปล4. ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันมา กูจบได้เพราะพวกมึงแหละ โดยเฉพาะไอ้ปาว กูจบก็เพราะมึง จะไม่จบก็เพราะมึงอ่าแหละ
    ปล5. ขอบคณทุกท่านที่ร่วมมาถ่ายรูปกะผมด้วยนะ ไว้ได้รูปมาแล้วจะส่งให้ดู
     
    สุดท้ายนี้ ก็ขอปรบมือให้ตัวเองอีกครั้ง จบมาได้ไงวะ? เก่งจังกู
    October 31

    Self assessment:

    ประเมินตนเองเรื่องการทำงาน:::
    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประเมินผลงานรายบุคคลของที่ บริษัท
    เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กใหม่ที่ พี่เค้าก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก
    ก็ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานหมด แต่ก็มีการชี้จุดเด่นด้อยให้เราได้ฟัง

    แต่ถ้าให้เราประเมินตัวเองแล้ว
    เรารู้สึกเลยว่า เราไม่พอใจกับการทำงานของเราเลยซักนิดเดียว
    ยังรู้สึกว่า ต้องพึ่งพาพี่เค้าอยู่เรื่อยๆ
    แต่พอเราพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง ก็กลายเป็นว่าชอบทำอะไรพลาดให้พี่เค้าตามแก้อยู่เรื่อย...
    เฮ่อ... เมื่อไหร่จะรู้ความกะเค้าซะทีวะ เป็นอย่างงี้บ่อยๆเริ่มท้อแล้วนะ...

    ประเมินตนเองเรื่องการกินเจ:::
    ผ่านฉลุย!!! ถึงแม้จะมีสิ่งยั่วยุมากมาย แต่ก็ทำได้สบายมาก
    สามารถรักษาความตั้งใจของตัวเองไว้ได้ ฮ่าๆๆ
    ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจ... ถึงแม้ว่าอยากจะกินซูชิตั้งแต่ก่อนเข้าช่วงกินเจ
    พอออกเจมาก็ยังไม่ได้กินอยู่ดี...
    (เพราะไม่มีตังค์ ทำไมเงินเดือนออก แต่ไม่มีตังค์ โปรดอ่านเรื่อง ประเมินผลเรื่องการลดน้ำหนัก)

    ประเมินตนเองเรื่องการลดน้ำหนัก:::
    90->81-82 ในเวลาสองเดือน...
    อื่ม... ช่วงนี้ เริ่มลงช้า สงสัยต้องควบคุมอาหารมากกว่าเดิม
    ว่าจะใช้สูตรอาหารแบบพวกนักเพาะกายแล้วสิ...
    เน้นโปรตีน งดไขมัน แล้วต้องออกกำลังหนักๆ
    จะได้ผอมแบบมีกล้าม เฟิร์มๆ ไอ้พวกที่สบประมาทไว้จะได้เห็นกันเร็วๆนี้แหละ!!!

    พอรู้สึกว่าน้ำหนักลดลงในระดับที่น่าจะเห็นผลแล้ว
    เลยอาศัยการประเมินผลที่ค่อนข้างลงทุนนิดนึง... ซื้อเสื้อผ้าใหม่
    ได้ยินว่า ที่Central มี midnight sales
    ก็เลยจัดการ ถอยเชิร์ต 2 ตัว กางเกง 3ตัว
    พยายามซื้อเสื้อตัวเล็กลงแบบเข้ารูปนิดๆ กางเกงก็ใส่แบบพอดีตัว...
    หมดไปสี่พันกว่าบาท!!!
    โอ้ว พระเจ้า มันติดป้ายลดตั้ง 30% 50%
    ไหงเสื้อผ้ามันออกมาตัวเกือบพันวะ?
    เอาน่าๆ เพื่อบุคลิกภาพที่ดูดีขึ้น

    พอใส่ไปทำงาน พี่ๆที่ออฟฟิศก็เห็นการเปลี่ยนแปลง(เยส!!! ที่อุตส่าห์ลดมาได้ผล)
    "วันนี้แต่งตัวดูดีขึ้นนะ"
    "ผอมลงไปเยอะนะเนี่ยะ..."
    "ไปทำอะไรมา ทำไมผอมลง?"
    "ไปฟิทเนสทุกวันเลยหรอ?"
    โอ้ว เยส มีกำลังใจขึ้นอีกเปนกอง แอบยิ้มเขินๆไม่ให้ใครเห็น...

    October 24

    เทศกาลกินเจ... อิ่มบุญ พุงออก...

    ตอนนี้นอกจากจะเป็นช่วง Self assessment ของชาว ITOne แล้ว
    เทศกาลกินเจก็เป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาของวันนี้
    คนที่ไม่ได้กินเจ บอกว่า นี่เป็นโอกาสดีของเราแล้วที่จะได้ลดน้ำหนัก...
    แต่จริงๆ หารู้ไม่ว่า กินเจอ่ะ อ้วนกว่าเดิมอีกนะจะบอกให้
    เพราะกับข้าวส่วนใหญ่ที่ขายกัน มีแต่แป้งๆ มันๆ ทอดๆ
    ส่วนผักๆนี่ มันไม่ค่อยน่ากินน่ะสิ เพราะเล่นผัดกันตั้งแต่เช้า พอจะไปกินมันก็เริ่มเหลืองแล้ว...

    ในออฟฟิศ ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนนัก ระหว่างคนที่กินเจ กับคนที่ไม่ได้กินเจ
    ก็จะได้เห็นคนนั่งข้างๆกินแยมโรล กินช็อกโกแล็ตกันอย่างสบายใจเฉิบ
    ส่วนเราๆ ก็ต้องนั่งดม แกล้งทำเป็นไม่เห็น...
    โดยเฉพาะเย็นนี้แย่มาก เผลอสูดกินหมูย่างเข้าไปเต็มๆ(กรูจาเจแตกปะวะนี่...)
    แต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่ ยังไงเราต้องทำให้ได้

    เคยมีความคิดอยู่ช่วงนึงว่าจะกินมังสวิรัติวันเว้นวัน...
    มีอยู่วันนึง เกิดอยากกินกุ้งเผามากๆ ก็ไปซื้อกุ้งเผาเจ้าประจำ
    เป็นครั้งแรกที่ได้ดูเค้าทำสดๆเลย
    เห็นแม่ครัว เอากุ้งขึ้นมาใส่ถัง เทน้ำแข็งลงไปให้มันช็อก
    สักพักก็เอามันขึ้นมา แล้วสับตรงหัว สองสามที เพื่อเอาก้าม เอายอดแหลมๆตรงหัวมันออก... YoY
    ก็เกิดความคิดสงสารสัตว์ขึ้นมา...(แต่วันนั้นก็กินนะ)
    ถ้าเรากินเนื้อน้อยลง ชีวิตที่จะต้องถูกฆ่าก็จะน้อยลง...
    แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึป่าวนะ เพราะตอนนี้ยังอยากกินซูชิอยู่เลย :-P

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ตอนนี้ น้ำหนักก็ยังอยู่เท่าเดิมอ่ะ
    ไม่ขยับ ไม่ขึ้น ไม่ลง
    สงสัยต้องเข้มข้นกับอาหารการกิน และการออกกำลังกายให้มากขึ้น
    วันนี้ไปตัดผมมา เปลี่ยนลุคนิดหน่อย แต่ทรงนั้ท่าจะเซ้ทวุ่นวายแฮะ
    จะไปซื้อดัมเบล ก้ไปถึงตอนสองทุ่มกว่าๆ
    พนักงานมันไม่สนใจเลยอ่ะ เราก็ไปหยิบๆจับๆลองยกอยู่ตั้งนาน
    ก็ไม่มีพนักงานซักตัวที่จะมาสนใจอะไรเราเล้ย...
    รู้สึกไม่สบอารมณ์ ไม่ซื้อละกันวะ!!!
    ทำไมต้องไปง้อมันด้วย?(แต่สงสัยกูก็ต้องไปซื้อวันอื่นอยู่ดี... YoY)
    เห็นโปรตีนเสริมกระปุกนึงไม่แพง อยากลองซื้อมากินดู
    แต่สงสัยมันจะไม่เจแฮะ ไว้ออกเจค่อยไปดูละกัน...