Bankies's profileBankies D. Luffy :::PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    May 18

    เปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าเหว่

    ไม่ได้เข้ามา update Space นานมากเลยนะนี่
    ช่วงนี้ติดเล่น Multiply ซะมากกว่า
    ลองเข้าไปเยี่ยมชมกันดูนะ

    และแล้ว ก็เปิดเทอมใหญ่จริงๆเสียที
    หลังจากที่ได้ไปสัมมนาต่างจังหวัดกันมา
    (แม่ง โดนเล่นการแสดงอีกแระ ตั้งแต่เริ่มทำงานนี่ โดนตลอดเลยวุ้ย ตอนป.ตรี ไม่เคยทำไรพวกนี้เลยนะ)
    กลุ่มที่เคยเรียน Precourse ก็กระจัดกระจายกันออกไป T^T
    เจอกับเพื่อนร่วมชั้นบางคนที่หน้าตาไม่คุ้นเคย
    ก็คงเหมือนตอนที่เริ่มเรียน Precourse ใหม่ๆมั้ง เดี๋ยวก็คงรู้จักกันเอง

    วิชาที่ลงเรียนในเทอมนี้ มี 3 ตัว
    1. BA611: Accounting for Decision Making (เรียนวันจันทร์)
    2. BA641: Human Resource Management (เรียนวันศุกร์)
    3. BA651: Logistic and Operation Management (เรียนวันอังคาร)

    เริ่มเห็นชะตาตัวเองแล้วว่า เหนื่ือยแน่เมิง...T^T
    สัปดาห์แรก ก็สั่งการบ้าน ให้งานกลุ่มมาแระ
    แต่เอาวะ คนอื่นเรียนได้ เราก็ต้องเรียนได้
    (ถึงแ้ม้ว่าก่อนหน้านี้ จะเห็นเพื่อนๆที่คุ้นหน้าคุ้นตาหนีหายกันไปบ้าง)

    มีแต่คนมาถามว่า เป็นไงมั่ง เรียน MBA สาวๆเป็นไงมั่งวะ...
    ไม่เจอว่ะ -____-" ทำไมน้อ...
    ไม่เจอคนที่ถูกใจเท่าไหร่เลย คนที่น่ารักๆส่วนใหญ่ก็แก่กว่า มีแฟนกันไปหมดแล้วด้วยอ่ะ
    ตลกรุ่นพี่ เค้าบอกเลยว่า ช่วงเวลา MBA 2 ปีนี้ ถือเป็นโอกาสอันมีค่า ในการหาคู่
    อย่าคิดว่า เดี๋ยวมันจะมีก็มีเอง ไม่มีเรื่องบังเอิญ ไม่มีพรหมลิขิต อยากได้ต้องตั้งใจหาเอง (ฮ่าๆๆ)

    เฮ่อ... ขอประชดชื่อหนังซะหน่อย

    "เปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้า่เหว่"
    "เพราะความรัก มันมีแต่วันหยุดพัก ไม่เหมือนการเรียน"
    March 01

    BA504: แก๊งปลาเก๋า>> 1st Assignment

    วันนี้ เป็นอีกเสาร์ที่สองที่ต้องไปเรียน precourse ของ MBA
    วิชาที่ไปเรียนในวันนี้คือ BA504 Business Communication Skill
    เรียนกับอาจารย์อิสริยา บุษราคัมวงศ์
    (นามสกุลอาจจะคุ้นๆ นั่นแหละ ไม่ผิดหรอก เสาร์ที่แล้วด้วยความสงสัย เลยเดินไปถามอาจารย์
    ได้ความมาว่า เปรม แฟนทาทาน่ะ เป็นหลานของอาจารย์เอง)
    วันนี้เป็นวันแรกที่ขับรถไป
    ผลปรากฏว่า วิ่งวงเวียนใหญ่แล้วเลยแยกครับ
    เลยต้องไปวนมาใหม่อีกรอบนึง =___=

    วันนี้ ก็เรียนกันเรื่อง เทคนิคการเขียนบทความ อะไรประมาณนี้
    อาจารย์ก็สอนเรื่องหลักการการเขียนบทความ
    เขียนยังไงไม่ให้ไอเดียตัน เขียนยังไงให้จูงใจคนอ่าน ฯลฯ

    และท้ายคาบ อาจารย์ก็สั่งงานกลุ่ม
    ให้ช่วยกันเขียนบทความที่โน้มน้าวใจ โดยอาศัยการเขียน Mind Map ช่วยในการเขียนโครงเรื่อง
    ก็มานั่งรวมกลุ่มกัน 6 คน อาจารย์ก็ให้ตั้งชื่อกลุ่มกัน
    ก็มีเพื่อนในกลุ่มคนนึง เสนอขึ้นมาว่า ให้ตั้งชื่อกลุ่มว่า "ปลาเก๋า"
    "ปลาเก๋า?" ทำให้ย้อนนึกถึงไปสมัยมัธยมปลายนู่นเลย ฮ่าๆๆ
    แต่ก็เอาวะ ในเมื่อไม่มีไอเดียอะไร ก็อย่าไปคัดค้าน
    เพื่อนๆว่าไงก็ว่าตามกัน มติเป็นเอกฉันท์
    แก๊งปลาเก๋า แห่ง BA504 จึงบังเกิดขึ้น
    สมาชิกประกอบด้วย ชาย 3 หญิง 3

    พอมาถึงช่วงที่จะเลือกกันว่า เขียนเรื่องอะไรกันดี?
    เพื่อนก็เสนอขึ้นมา(กูไม่ได้คิดไรเลย ฮ่าๆๆ)ว่า เอาเป็นเรื่อง โน้มน้าวให้ไม่ขับรถมาเรียน จะดีมั้ย?
    (ที่ มธ. เรื่องที่จอดรถนี่ เป็นอะไรที่เป็นปัญหาระดับชาติของที่นี่มาก)
    ทุกคนก็เห็นด้วย ก็เริ่มร่าง Mind Map กัน
    Mind Map นี่ช่วยได้จริงๆครับ ทุกคนละเลงไอเดียตัวเองลงกระดาษกันอย่างสนุกสนาน
    แล้วก็เริ่มเอาไอเดียที่ได้ มาประติดประต่อเป็นบทความที่โน้มน้าวใจสุดฤทธิ์
    นั่งคิดประโยคที่จะเขียนไป ก็หัวเราะไป เพราะที่คิดๆกันออกมา ยังกะใน TV Direct
    (ถ้านึกไม่ออกว่า TV Direct คืออะไร มันก็คือ ไอ้จอร์จ กะ ซาร่า นั่นแหละ)
    จนสุดท้าย ก็เสร็จสมบูรณ์เป็นบทความ และได้ตัวแทนไปเสนอหน้าชั้น(ก็ไอ้คนที่ คิดชื่อกลุ่ม คิดหัวข้อ อ่าแหละ)

    ตอนรายงานหน้าชั้น เห็นกลุ่มอื่นเค้าดูเคร่งเครียดกันมากเลย
    พอถึงกลุ่มเรา หัวข้อดูจริงจังน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว
    เพื่อนที่ออกไปรายงานหน้าชั้น ก็พูดเก่งใช้ได้เลยทีเดียว
    จนสุดท้าย ได้รับคำชมจากอาจารย์ ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆ
    เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของแก๊ง"ปลาเก๋า"ของเรานะนี่ :)

    เลิกเรียน เพื่อนที่ออฟฟิศโทรมาเรียกไปกินข้าว
    วันนี้เพื่อนไปไหว้พระ9วัด ผ่านไป5วัด แล้วมาแวะกินข้าวแถวท่าพระจันทร์
    กินเสร็จ เพื่อนก็แยกย้ายไปไหว้ต่ออีก 4 วัด ส่วนเราก็ขับรถกลับบ้าน
    แม่ม มีรถมาจอดขวาง ถอยออกไม่ได้
    ต้องลงไปเข็น 4-5 คัน กว่าจะถอยออกได้
    แล้วคิดดู รถจอดตากแดดตอนกลางวัน ฝากระโปรงมันจะร้อนขนาดไหน?
    เล่นเอาซะมือพองเลยอ่ะ T^T
    ขับกลับบ้าน อุดส่ากางแผนที่ที่พี่ที่ออฟฟิศวาดมาให้
    กะว่ากลับบ้านถูกชัวร์ ดันขับเลยแยกไปซะอีก
    ว่าจะเลี้ยวหน้าดิโอลด์ แล้วข้ามสะพานพุทธ
    ดันผิดแผน วิ่งเลยไปซะงี้ เลยต้องไปข้ามสะพานพระปกเกล้า(แบบฟลุกๆ)แทน

    ตอนแรกว่าจะขับกลับบ้านแระ เปลี่ยนใจขับไปเซียงกงบางนา
    ได้ก้านไฟเลี้ยวมือสองมาหนึ่งอัน 1,000 บาท
    จริงๆ ก็ยังไม่ได้ถามเลย ว่าเบิกห้างเท่าไหร่?
    แต่มันก็คงต้องถูกกว่าแหละเนาะ ไม่งั้นคงขายไม่ได้

    กลับมาถึงบ้าน อาชวนไปกิน BBQ Plaza ต่อ
    พาลูกพี่ลูกน้อง(ลูกลิง)อีกสามตัวไปด้วย
    เพิ่งรู้นะนี่ ว่ากูอยู่กะเด็กไม่ได้
    อยากจะเตะมันจริงๆ เวลาร้องจะเอาของเล่น(ตอนเด็กๆ กูก็เป็นงั้นปะวะ? เหอๆๆ)
     
    พรุ่งนี้จะไปกิน Musashi ที่ MBK กัน กะเพื่อนๆพี่ๆที่ออฟฟิศ
    ตอนเย็นต้องเข้าไปทำรายงานวิชา QA กะเพื่อนตอนเย็น
    แล้วเรียนตอนหกโมงครึ่งถึงสามทุ่ม T^T

    นี่เท่ากับว่า กูต้องเรียน 4 วันรวด เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เลยนะเนี่ยะ
    โอ้... ชีวิต ลาก่อนวันหยุด ลาก่อนทริปตจว.

    ปล. เมื่อวันศุกร์ เพื่อนที่ออฟฟิศไปร้องเกะกัน
    แต่กูมีเรียน เลยไม่ได้ไป เส้าเจี้ยๆ เฮ่อ... +____+
    February 18

    ก้าวแรกในรั้วโดม...

    ในที่สุด กรูก็หาเรื่องให้ตัวเองซะแระ
    ตัดสินใจ เรียน MBA ที่ท่าพระจันทร์จนได้
    จากนี้ไป อีกสองปี กรูต้องอยู่ชดใช้กรรม
    ทั้งที่ บ. และ ที่ท่าพระจันทร์

    วันนี้มีแนะแนวหลักสูตร
    ตามกำหนดการณ์บอกแค่ว่า เริ่มสิบโมง (แต่ไม่ได้บอกว่าเสร็จกี่โมง)
    พอไปถึง ก้รับเอกสาร เข้าไปที่ห้องประชุม
    โอ้ว คนเยอะมากๆ มีทั้งวัยรุ่นหน้าแก่ และ วัยแก่หน้าเด็ก มารวมตัวกัน(เราคงเป็นอย่างแรก)
    สาวๆ ก็มีแหล่มๆบ้าง แต่เข้าใจว่า ส่วนใหญ่จะเรียน HRM
    (อ้อ ลืมไป หลักสูตร MBA กับ HRM จะเรียนวิชาบังคับด้วยกันบางตัว)

    พอเริ่มการสัมมนา
    อาจารย์ก็เริ่มพูดถึงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเรียน วิชาการ การจัดการของมหาวิทยาลัย
    ก็มีทั้งขำปนขู่ไปด้วย เริ่มจะเห็นชะตาชีวิตตัวเอง

    จากนั้น ก็กินข้าว
    ช่วงบ่ายก็มีการแบ่งกลุ่มเพื่อจัดรถที่จะนั่งกันตอนไปสัมมนาต่างจังหวัดช่วงพฤษภาคม
    เค้าเรียกว่าเป็นBUS มี BUS1-6 เราอยู่ BUS6 สุดท้ายเลย  
    จากนั้นก็เล่นเกมส์เฮฮา บ้าบอ กลุ่มเราแพ้ตลอด T^T
    แต่ก็ไม่เป็นไรเนาะ เราไม่ได้เน้นผลแพ้ชนะ เราเน้นการทำงานเป็นทีม

    จากนั้น ตอนเย็น ก็มีการจับสายรหัส และพี่ๆรุ่น MBA50 พาไปเลี้ยงข้าว 
    น้องก็กินกันไป พี่ก็ร้องเพลงกันไป
    พออิ่มหนำ ก็แนะนำตัวทีละคน จากนั้นก็แยะกย้ายกันกลับบ้าน
    ต้องเดินไปขึ้นรถเมล์ ตอนนั้น งงชิบหาย กรูจะกลับไงวะนี่
    ดีที่ฟ้าประธาน 82 มาให้ เลยกลับมาลงแถวบ้าน
    แล้วเรียกแท็กซี่ต่อกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพ

    นึกขี้นได้... ชิบหายแล้ว...
    ลืมใบลงทะเบียน กำหนดการ ทุกอย่างไว้ไหนวะนี่
    ตอนนั้นตกใจมาก รีบวิ่งตามแท็กซี่โบกให้มันจอด
    แล้วก็ลองเปิดหาของดู ไม่มี!!!
    จะโทรหาพี่รหัส โทรศัพท์แบตหมดอีก
    เลยรีบมาเสียบปลั๊กชาร์จ แล้วโทรหาพี่ซะ
    โชคดีที่พี่รหัสเก็บไว้ให้ (จะไหวมะเนี่ยะกรู =___=)

    แล้วก็หมดไปอีกวัน
    เหนื่อย แบบยังไม่ทันได้เรียนไร
    รุ่นพี่ก็บ่นมาให้ฟังชิบหาย ว่าเหนื่อยๆ
    แต่ เดินหน้าแล้ว ถอยไม่ได้แล้วว้อย
    อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ อย่ากลัวไรจนเกิดเหตุ
    สู้เท่านั้น!!!
    February 11

    ถ้าเธอกอดฉัน...

     เคยไหม บางครั้งรู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน
    ทั้งที่ดูเหมือนว่า ภายนอกนั้นจะเป็นคนเข้มแข็ง
    แต่จริงๆแล้วในใจนั้น
    อยากที่จะเล่าสิ่งที่อัดอั้นให้ใครได้ฟัง
    อยากจะมีคนคอยปลอบโยน
    อยากได้กำลังใจ
    อยากมีใครที่จะรับฟัง
    อยากให้เธอมาอยู่ตรงนี้
    อยากใ้ห้เธอกอดฉัน...

    ------------------------------------------------------------------------
    โลกของฉัน วันนี้มันช่างดูแปลกไป
    ไม่มีใครทั้งนั้น คนคุ้นเคยของฉันอยู่ไหน

    เวลานี้ ฉันมีบางสิ่งที่ใจรับไม่ไหว
    และฉันไม่มีใครคอยรับฟัง
    ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร ยังไม่รู้

    อยากกอดเธอ
    อยากให้เธออยู่ตรงนี้
    เพราะฉันรู้ว่ามันจะดี
    อย่างน้อยฉันคงจะมีจิตใจ
    ที่แข็งแรงกว่าตอนนี้
    กว่าที่ฉันกำลังเป็น

    แต่เธอก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้
    เธออยู่ที่ไหนฉันมองไม่เห็น
    ทุกสิ่งทุกอย่าง
    มันคงจะไม่เป็นอย่างนี้
    ถ้าเธอกอดฉัน

    ยังมองหา ยังหวังที่จะได้พบกับใคร
    แต่มองเห็น เพียงแค่คนแปลกหน้า ผ่านไป

    เวลานี้ ฉันมีบางสิ่งที่ใจรับไม่ไหว
    และฉันไม่มีใครคอยรับฟัง
    ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร ยังไม่รู้

    อยากกอดเธอ
    อยากให้เธออยู่ตรงนี้
    เพราะฉันรู้ว่ามันจะดี
    อย่างน้อยฉันคงจะมีจิตใจ
    ที่แข็งแรงกว่าตอนนี้
    กว่าที่ฉันกำลังเป็น

    แต่เธอก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้
    เธออยู่ที่ไหนฉันมองไม่เห็น
    ทุกสิ่งทุกอย่าง
    มันคงจะไม่เป็นอย่างนี้
    ถ้าเธอกอดฉัน
    February 03

    MBA=>The other side of live=>มนต์นมสด

     เื่มื่อวานไปสอบสัมภาษณ์ MBA ของ มธ.
    ที่โรงแรมรอยัลซิตี้แถวปิ่นเกล้า
    เหอๆๆ สงสัยจะไม่ได้แหงมเลยว่ะ
    เพราะอาจารย์พูดมาว่า
    "อาจารย์รู้ว่าเธอน่ะเรียนได้ แต่ว่าถ้ามีพี่ๆที่เค้าจำเป็นมากกว่าเธอ ก็ควรจะให้เค้าเรียนก่อน"
    ประมาณว่า กรูเด็กไปนั่นเอง -___-"
    แต่ก็นะ ที่ไปสอบสัมภาษณ์ก็เห็นมี(หน้า)แก่ๆซะเยอะ ฮ่าๆๆ
    เราอาจจะ(หน้า)ยังไม่แก่พอ หุๆๆ
    (เมื่อวานใครไปสมัคร แล้วได้เข้ามาอ่าน Blog ผมก็ขอโทดด้วยนะค้าบ -/\-)

    จากนั้นก็ไปท่าพระจันทร์กับพี่ที่บ.ที่มาสัมภาษณ์ด้วยกัน
    เพื่อไปดู Concert "The other side of love" ที่มธ.ท่าพระจันทร์
    (น่าจะจัดสอบสัมภาษณ์ซะที่ มธ.เลยก็หมดเรื่อง)
    ในconcert ก็มี Sqweeze Animal, Calories Blah Blah, โป้ โยคีเพลย์บอย, บี (อดีต)เครสเซนโด้, Friday

    - Sqweeze Animal => ก็เล่นได้ตามมาตรฐาน รู้จักทุกเพลง แต่ร้องไม่ได้
    - Calories Blah Blah => พี่ป็ิอปฮาดี แต่พอร้องเพลง เล่นเอาขำไม่ออก ร้องเพลงเพราะมาก มีแต่เพลงเศร้าๆ อย่าง
    คนไม่เข้าตา อยากรู้แต่ไม่อยากถาม วอนเธอ ทำเอาเราได้แต่นั่งอึ้ง...
    เศร้าว่ะ ฟัังแล้วน้ำตาจะไหล ทำให้รู้สึกว่าการอยู่คนเดียวนี่มันเหงามากมายเลยนะ เฮ่อ...
    - พี่โป้ => สงสัยได้ค่าตัวน้อย โผล่มา 3-4 เพลงแล้วก็รีบไป แต่เล่นกะคนดูน่าดูเลย หนุกๆดี
    - พี่บี => ก็ร้องเพลงเพราะดี แต่งั้นๆอ่ะ ทำไมสาวๆชอบกรี๊ดกันจังวะ
    - Friday => ล่าสุดตอน Concert ใหญ่ของ Friday ก็ไปดูมา เลยเฉยๆ
    พี่บอย ก็ยังดูตื่นเต้น พูดไม่เก่ง และขี้อายเหมือนเดิมทุกครั้งที่ขึ้นเวที

    เป็น Concert ที่ดีอีก concert นึง
    คุ้มตังค์กะ 500 บาทมาก

    จากนั้นก็ไปต่อที่ร้่าน มนต์นมสด
    คนเยอะมาก กินหนมปังไปหลายแผ่นอยู่ อิ่มอ้วนมากมาย

    ช่วงนี้มีแต่กินๆ น้ำหนักเริ่มจะขึ้นแล้วดิ
    ไม่ได้ๆ ต้องเอาจริงเอาจัง จะผอมๆ
    สัปดาห์หน้าต้องเริ่มไป Fitness แระ
    December 19

    Long Time no see!!!

    โอ้ นี่เราไม่ได้เข้ามา Update ใน Space ของเรานานขนาดไหนแล้วเนี่ย...
    ช่วงหลังๆก็ไม่ได้ไปUpdateอะไรทั้งนั้น
    ไม่ว่าจะเป็น Hi5 รึว่า Multiply
    ทั้งที่มีอะไรให้ทำเยอะแยะจนไม่มีเวลามา Update Space
    แต่ทำไมกลับรู้สึกว่ามีอะไรอยากเล่า อยากระบายมากมายเลยแฮะ T^T

    ในที่สุด ผลประเมินก็ออกมาแระ
    ก็โอเคอ่ะ คนเรามันก็ต้องพัฒนาขึ้นบ้างอ่านะ
    ตอนนี้วางแผนเอาโบนัสไปทำไรดีหว่า... :P

    ปีใหม่กำลังจะมาถึงอีกแล้ว
    ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม
    ชีวิตก็ไม่มีอะไรใหม่ๆบ้างเล้ย
    ลองวางแผนของปีหน้าดีกว่า

    สิ่งที่ต้องทำ
    - สอบเรียนต่อ ป.โท
    - ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย
    - ผอม
     
    สิ่งที่ควรทำ
    - กินกาแฟแค่วันละแก้ว เสาร์ อาทิตย์ งด
    - กินสลัดให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 มื้อ
    - เข้าฟิทเนส/ออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง
    - ออมเงินให้ได้ อย่างน้อยเดือนละ 3 พัน
    - ออมเงินส่วนนึงไว้บริจาค ทำบุญ ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเรา (เอาซัก เดือนละ 200 ก่อนละกันเนาะ ตอนนี้ก็บริจาคให้ UNICEF เดือนละ 500 อยู่แระ)
    - หาหนังสือดีๆอ่าน อย่างน้อยเดือนละ 1 เล่ม
    - ไปดูหนังอย่างน้อยเดือนละ 2 เรื่อง
    - ซื้อ CD เพลงที่ชอบ
    - รู้จักเพื่อนใหม่ๆ นอกจากเพื่อนสมัยเรียน กับ ที่ออฟฟิศ
     
    สิ่งที่ถ้าทำได้ก็คงดี แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คงไม่เป็นไร
    - หาแฟน
    - หารายได้พิเศษ
    - ผลประเมินต้องดีขึ้น (อย่างน้อยก็ไม่ควรแย่ลง)
     
    สิ่งที่น่าจะต้องปรับปรุง
    - เลิกคิดมาก ไม่เป็นคนใจน้อย
    - เลิกหงุดหงิดเวลาแม่บ่น
    - เลิกนิสัยขี้หลงขี้ลืม
    - เลิกใจร้อน เลิกด่า ตอนขับรถ
    September 02

    Congratulation!!!

    ยินดีด้วยนะคร้าบ บัณฑิตรั้วเหลืองแดงทุกท่าน :)

    วันนี้ไปงานรับปริญญาที่ธรรมศาสตร์ เหนื่อยมาก  
    ตอนเช้าตื่นสายไปหน่อย เลยไม่ทันไปถ่ายรูปกับเพื่อนที่อยู่นิติ
    เพราะว่า มันซ้อมเสร็จ ต้องรีบบึ่งไปสอบเนติบัณฑิตที่รังสิตต่อ

    ไปถึงท่าพระจันทร์ตอน 11 ครึ่ง
    เห็นผู้คนมากเบียดเสียดมากมาย
    เฮฮา มีความสุขกับการถ่ายรูป
    ทั้งบัณฑิต เพื่อนๆ ญาติๆ
    เห็นแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองได้สวมชุดครุยมาถ่ายรูปกับเพื่อนๆ
    ตอนนั้นเหนื่อยมาก แต่ก็สนุกดี
    (แต่ไม่ค่อยมีสาวๆมาถ่ายด้วยเลย T^T)

    วันนี้ก็ตระเวนไปถ่ายรูปกับบัณฑิตตามที่ตั้งเป้าไว้
    กว่าจะครบก็ล่วงเลยไปถึงเกือบบ่ายสาม
    แล้วก็มานั่งกินข้าวต่อกับเพื่อนๆที่ออฟฟิศจนสี่โมงเย็น
    มาขึ้นรถเมล์ที่สนามหลวง กลับถึงบ้านหกโมง...

    โอ๊ย รู้สึกตัวเองดำขึ้นแน่ๆ
    แสบหน้านิดๆ เหนื่อยมาก...
    สงสัยคืนนี้จะดูบอลแล้วหลับไม่รู้ตัวแน่เลย เหอๆๆ
    August 18

    สปีชี่ส์ ของคน “โสด”

    Copy เค้ามาอีกทีครับ ช่วงนี้ขี้เกียจเขียน BLOG ไงไม่รู้ ไม่ค่อยมีกะใจทำไรเท่าไหร่...

     “โสด” ใครคิดว่าไม่มีความสุข การเป็นโสดมันขึ้นอยู่กับบุคลิก นิสัยใจคอของคุณ เพราะ คำว่าโสด ได้ถูกแบ่งออกเป็นหลายๆประเภท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณว่า คุณน่ะเป็นโสดสปีชี่ไหน...

    "โสดแสนดี" เขาหรือเธอมีแต่ความหวังดี เสียสละเพื่อคนที่รักตลอดเวลา ตัวเองจะเจ็บช้ำแค่ไหนก็ยอม แค่ขอให้คนนั้นมีความสุขก็พอ ลักษณะเด่นของโสดกลุ่มนี้คือรักกี่ทีก็ช้ำ เพราะมัวแต่เป็นคนดี ไม่ดูตาม้าตาเรือ รู้ตัวอีกทีเขาก็มีคนใหม่แล้ว อย่างนี้คงไม่ค่อยดีแน่ๆ

    "โสด เสงี่ยม เจียมตัว" เป็นคนดีอีกแบบ แต่น้อยกว่าแบบแรก คือแบบเจียมเนื้อเจียมตัว มองตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าอยู่ตลอดเวลา ไม่หวังอะไรมากมาย แค่ขอเป็นจุดหนึ่งเล็กๆ เท่าขี้มดที่ได้รักก็พอ (มีคนอื่นผ่านมามากมายก็ไม่รัก ขอจมปลักอยู่กับรักแรก)

    "โสดโดนสาป" มองชีวิตว่ามีกรรม ฟ้าดินกลั่นแกล้ง สวรรค์ไม่มีตา เทวดาสาปไม่ให้มีใครรัก มองไปทางไหนก็เศร้า ชีวิตรันทด แบกรักมาเต็มไหล่แต่ไม่มีใครต้องการ หรือ ฟ้าดินแกล้งให้เขามีเจ้าของก่อนที่จะตกมาถึงตัวเอง

    "โสดปากแข็ง" ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่มีใครรักก็ไม่เป็นไร ฉันอยู่ของฉันได้สบาย ฉันไม่แคร์ ฉันมีความสุขแบบโสดๆ ของฉันแบบนี้แหล่ะดีแล้ว (แต่ใครหนอจะรู้ใจจริงของเขาและเธอว่ามี “สุข” จริงหรือเปล่า ?)

    "โสดสยอง" กลุ่มนี้มีความอาฆาตพยาบาทสูง เจ็บแล้วจำ รักแรง แค้นแรง ทำฉันเจ็บแล้วจากไป ก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุขเลย เพราะจะตามสาปส่งทุกชาติไป(ส่วนใหญ่โสดกลุ่มนี้มักเป็นชายชาตรีที่มีเลือด ร็อกสูง ดูแมนนิดนึง ถ้าเป็นหญิงก็จะเป็นหญิงโหดๆ)

    "โสดสูงส่ง" โสดประเภทนี้มีความทะเยอทะยานและความตั้งใจ ใฝ่ฝันสูงส่ง ถือคติความรักไม่ใช่เรื่องไกลตัว เธอหรือเขาอยู่สูง แค่ไหนก็ต้องเอื้อมมาให้ได้ แม้จะถูกคนในสังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นหมาวัดที่ชอบเด็ดดอกฟ้า หรือ หมาเห่าเครื่องบินก็ยอม

    "โสดจำจด" เป็นพวกเข็ดขยาดกับความรัก เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่จบลงแบบไม่สวย(มักแห้วหรือเจ็บ) ถือคติเจ็บแล้วต้องจำ จะไม่ช้ำ ไม่รักใครอีกแล้ว ขออยู่เป็นโสดไปจนตาย(หรือจนกว่าจะมีคนมาให้รักใหม่อีกครั้ง!)

    "โสดสาวมั่น" กลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก สามารถพลิกผันสถานการณ์อกหักให้เป็นทางเลือกได้ มองโลกมุมใหม่ที่ไม่ทำให้ตัวเองเจ็บช้ำ...ดีแล้วที่เลิกกันไป ถึงจะเป็นโสดก็ไม่เป็นไร ฉันมั่นใจ ฉันไม่ผิดๆ

    "โสดพยายาม" กลุ่มนี้มีความพยายามที่อยากจะสละบัลลังก์โสดเป็นเลิศ แต่ยังไม่สามารถบรรลุ จึงไขว่คว้าหลายๆ ทางเพื่อให้ได้เขามา ตามที่ตั้งใจ ถือคติไม่ลงทำมือก็ไม่ได้มา(แต่ยังไม่เข้าข่ายเกินงาม) เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของโสดกลุ่มนี้เป็น สาวยุคใหม่ มีความมั่นใจพอตัว (ไม่สวยไม่แนะนำให้เข้ากลุ่ม)

    "โสดยังหวัง (ลึกๆ) " โสดกลุ่มนี้มีความหวังเป็นแรงบันดาลใจ ถือคติชีวิตนี้ไม่สิ้นหวัง ชอบการรอคอยค้นหา วันนี้ไม่เจอไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังไหว...รอได้ๆ โดยพื้นฐานเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่มีความพยายามไม่เท่ากลุ่มก่อนหน้านี้ ไม่ชอบการลงมือปฏิบัติ แต่ชอบตั้งหน้าตั้งตารอ (กี่ชาติผ่านไป ไม่เคยสิ้นหวัง!)

    แล้วคุณล่ะ...เป็น “โสด” ไหน แต่ยังไงก็อย่าเป็นโสดนานละกัน  

    นั่นสิ กูโสดแบบไหนวะ?
    August 14

    ยาวหน่อย แต่ดีครับ... การแสวงหาความรักในโลกออนไลน์

     การแสวงหาความรักที่ออนไลน์อยู่บนโลกไซเบอร์ใบนี้
    ไม่ได้ง่ายดายหรือยากลำบากไปกว่า
    การแสวงหาความรักในโลกแห่งความเป็นจริง
    ที่มีผู้คนเดินสวนกันไปมาแม้แต่น้อย

    มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชีวิตจริง
    คุณจะบอกได้ในทันที
    ที่คุณเดินสวนกับใครสักคน และรู้สึกสะดุดตา
    สะดุดความรู้สึกกับใครคนนั้นไหม ว่าคนๆนั้นคือ

    คนที่ใช่....คือใครบางคนที่คุณตามหา
    หรือคือคนที่คุณมั่นใจว่าจะวางอนาคตไว้ร่วมกับเขา
    แน่นอน...หากคุณยังมีเหตุผลเพียงพอ
    ที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์อ่อนไหววาบหวามเป็นตัวบงการ
    ว่าคนที่คุณคิดว่า เขาอาจจะใช่คนที่คุณรอคอย
    คือ คนที่จะร่วมชีวิตกับคุณ
    จนกว่าคุณจะได้เรียนรู้
    และพิสูจน์คนคนนั้นอย่างชัดเจนเสียก่อน

    การแลกเปลี่ยนทางความคิด
    กับคนพิเศษที่ออนไลน์มาพบกัน
    อาจเริ่มต้นขึ้นอย่างเปิดเผยและง่ายดาย
    ความสวยงามของตัวหนังสือที่พิมพ์ส่งมา
    อาจมีมนต์ขลังเสียจนทำให้หัวใจของคุณ....
    ผูกมัดด้วยจินตนาการงดงามของภาพฝันอุดมคติ
    แต่คุณจะด่วนสรุปได้อย่างไรว่า.....
    นั่นคือ......ความรัก
    จนกว่าคุณจะก้าวออกมาจากโลกแห่งความฝันของคุณ
    เพื่อมาพบกับความเป็นจริงที่คนคนนั้นเป็นอยู่

    การปล่อยให้ตัวเองผูกพันกับจินตนาการ
    มีแต่จะทำให้คุณพบกับความผิดหวังและปวดร้าว
    หากภาพฝันนั้นไม่เป็นอย่างที่คุณคิด

    ความรักไม่อาจเริ่มต้นระหว่างคนแปลกหน้า
    และไม่ว่าคุณจะออนไลน์
    คุยกับเขายาวนานนับปี
    ด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยเปิดเผยเพียงไร
    กำแพงแห่งความแปลกหน้าก็ไม่มีวันพังทลายลง
    จนกว่าคุณและเขาจะได้พบกันในโลกแห่งความเป็นจริง

    รักแท้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายบนโลกสับสนใบนี้
    และยิ่งไม่อาจค้นพบได้ง่ายดายในโลกที่มองไม่เห็น
    ความรักต้องการการเรียนรู้
    และเข้าใจอย่างลึกซึ้งระหว่างคนสองคน
    ความรักคือการรู้จัก
    เพื่อที่จะยอมรับในตัวตนของกันละกันอย่างแท้จริง

    ดังนั้นหากคุณกำลังคิดว่า
    คุณมีความรัก หรือเจ็บปวดกับคนพิเศษซักคน
    ที่ออนไลน์มาพบกันประจำทุกวัน
    ทั้งที่คุณไม่เคยได้ยินเสียง ไม่เคยเห็นหน้า
    และไม่เคยจะรับรู้ความจริงว่า
    เขาเป็นอย่างไรเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปกติ
    หรือเพียงแต่หลงรักภาพอุดมคติที่ตัวเอง เป็นคนสร้างขึ้นมา
    ก็คือการพาเขาก้าวออกมาจากโลกแห่งจินตนาการใบนั้น
    เพื่อมาพบกันในชีวิตจริง

    จำไว้ว่า..หนึ่งปีที่คุยกัน...ก็ไม่เท่าหนึ่งวันที่ได้พบหน้า
    เมื่อคุณพบเขา
    คุณจะได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่า
    เขา คือคนที่คุณสมควรเรียนรู้
    และรู้สึกพิเศษต่อไปหรือไม่
    สีหน้า แววตา และภาษาท่าทางอื่นๆของเขา
    คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้ชัดเจนได้มากกว่า...
    ตัวหนังสือ ที่อ่อนหวานห่วงใยที่พิมพ์ส่งมา
    หรือเสียงทางโทรศัพท์ว่าเขาคือเพื่อนที่จริงใจ
    และต้องการผูกมัดกับคุณอย่างจริงจัง
    หรือ เพียง แต่ ต้อง การ ให้ คุณ ตก หลุม พราง
    ใน การ ใช้ ภาษา เพื่อ ความ สนุก ในเกม
    หรือ ผล ประ โยชน์ ทาง อารมณ์
    หากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหว
    เชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดีเกินไป
    ก็จงอย่าใช้ หัวใจในการตัดสิน
    และรับรู้ตัวหนังสือที่ผ่านมาทางอินเตอร์เนต
    และจงใช้สมองในการอ่านทุกตัวอักษรอย่างมีสติ
    อย่าปล่อยให้กับดักของภาษา พันธนาการหัวใจคุณ
    อย่างที่เพื่อนๆ อีกหลายคนเคยเผลอไผลมาก่อน

    แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหตุผล
    และเท่าทันเกมสนุกในโลกไซเบอร์นี้
    จนรู้สึกชินชากับทุกตัวหนังสือทุกตัวที่พิมพ์ส่งมา
    ก็ได้โปรดอย่าใช้ตัวหนังสือของคุณ
    ตอบกลับไปในสิ่งที่ตัวคุณเองไม่ได้รู้สึกรู้สา
    เพราะคนที่ได้อ่านข้อความของคุณ
    อาจเป็นเพียงมือใหม่ที่อ่อนไหว
    และตกหลุมพรางของถ้อยคำที่คุณใช้ได้ง่ายดาย

    To handle yourself, use your head,
    To handle others, use your heart.

    จงใช้สมองดูแลหัวใจของคุณเอง
    และจงใช้หัวใจเพื่อดูแลหัวใจดวงอื่นๆที่ออนไลน์มาพบกับคุณ.....
    หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งกำลังออนไลน์เพือค้นหารักแท้
    ก็ขอให้คุณโชคดีและเดินทางในโลกไซเบอร์นี้อย่างปลอดภัย
    จนกว่าจะพบใครซักคนที่พร้อมจะก้าวไปในชีวิตจริงกับคุณ
    ที่สำคัญ....อย่าลืมระมัดระวังดูแลหัวใจคุณเองให้ดี
    ตลอดการเดินทางครั้งนี้ด้วย

    ไม่เคยมีใครที่ดีพร้อม
    ขอให้เรายอมรับความจริงในข้อนี้
    ฉะนั้นการคบหากับใครสักคน
    ก็อย่าคาดหวังเสียจนเลิศเลอ
    เพราะเขาก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเหมือนกับเรา
    ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนอยู่ในตัว
    การตั้งความคาดหวังไว้สูง
    ก็เหมือนการขีดเส้นวงจำกัดไว้คับแคบ
    ซึ่งสักวันเราอาจต้องสูญเสีย
    ทั้งความรู้สึกและมิตรภาพ
    สุดท้าย...เราก็ไม่อาจจะคบหาใครได้จริงจังเลย
    แม้แต่สักคนเดียว
      
    July 15

    Review หนังสือภาพ: รูปๆคำๆ

    จากนี้ไป ตั้งใจไว้แล้วว่า...
    จะเขียนเรื่องตัวเองให้น้อยลง เอาเรื่องรอบตัวๆมาเขียนให้มากขึ้น
    กลับมาสู่จุดยืนเดิมที่จำเขียน BLOG ให้มีอะไร มากกว่าบ่นไปวันๆ :)

    -----------------------------------------------------------------------------------

    ทุกวันอาทิตย์ ช่วงนี้ไปหาหมอสิวเป็นกิจวัตรที่หมอPAN(หมอ"แพง") ที่ เซ็นทรัลพระราม2 เป็นกิจวัตร
    ถึงแม้จะมีข่าวเรื่อง หมอสิวที่เป็นผู้ชายวินิจฉัยสิวใต้ร่มผ้าเด็กหนุ่ม เราก็ไม่กลัว เพราะว่าหมอสิวเราเป็นผู้หญิง
    คำเตือน: อายุต่ำกว่า 18 ให้ข้ามบรรทัดนี้ไป (*** แต่ก็แอบลุ้น ให้หมอสิววินิจฉัยให้เราบ้าง ฮ่าๆๆ ล้อเล่นนะ***)
     
    หลังจากเสร็จกิจแล้ว(เอ๊ะ คำมันดูไม่ดี เอาใหม่ๆ "หลังจากเสร็จธุระแล้ว")
    ก็ลงไปเดินดูหนังสือ ว่าจะซื้อ Men's Health ฉบับเดือนนี้ แต่ยังไม่ออก
    แล้วก็ตั้งใจไว้แล้วว่า จะซื้อหนังสือของ Jimmy Liao ชื่อ "เรื่องส่วนตัว" มาอ่านดู
    ก็ไปดู SE-ED Book ปรากฏว่า หมดแล้ว... >__<"
    แต่สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือ เล่มเตี้ยๆหนาๆ ปกสีชมพูเด่นๆ อยู่บนชั้น
    ชื่อหนังสือ "รูปๆคำๆ"
    ลองเปิดดูผ่านๆ ก็เป็นหนังสือภาพเยอะๆ มีประโยคสองสามประโยคประกอบแบบที่เราชอบอ่าน
    (ยกตัวอย่าง ก็คงคล้ายๆ Hesheit นั่นแหละคับ ประเภทเขียนน้อย แต่ต่อยหนัก โดนใจ)
    ก็เลยถอยมาอ่านดู 195 บาท กับกระดาษบางๆ ธรรมดาๆ ก็แพงเอาการอยู่
    แล้วก็ลงไปถามที่ร้านนายอินทร์ หมดอีกเหมือนกัน...
    ก็เลยหลับตาจิ้มเอาผลงานของ Jimmy Liao มาซะหนึ่งเล่ม ชื่อหนังสือ "ความปวดร้าวอันงดงาม"
    345 บาท กับกระดาษหนา สี่สีทั้งเล่ม จำนวนหน้าไม่ได้เยอะมากมาย แพงอยู่ แต่เอาวะ ลองดู
     
    ------------------------------------------------------------------------------------- 
    กลับมาบ้าน อ่านทั้งสองเล่มรวดเดียวใช้เวลาพอๆกับอ่านวันพีซเลยแฮะ...
    "รูปๆคำๆ" กับ "ความปวดร้าวอันงดงาม" ทั้งสองเล่ม เป็นหนังสือประเภทเดียวกันเลย
    คือเป็นหนังสือภาพรวมเรื่องสั้น มีคำบรรยายนิดหน่อย
    แต่เนื้อหาจะไปคนละแนวกัน วันนี้ขอ review หนังสือ "รูปๆคำๆ" ก่อนนะครับ
     
    "รูปๆคำ" มันอาจจะฟังดูพ้องเสียงคล้ายๆกับ "ลูบๆคลำๆ" นิดหน่อย อิอิ
    แต่ ชื่อหนังสือแค่นี้ ก็สามารถอธิบาย ความเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ดี
    คือมีรูปกะตัวหนังสือสลับกันโดยตลอด ทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสืออย่างเรา อ่านจบได้ไม่ยากนัก
    ด้วยลายเส้นการวาดของ "แป้ง"(เข้าใจว่า เค้าก็ดังพอสมควร ลองเข้าไปดูที่ http://www.mamamopang.com/ คงจะร้องอ๋อกันทันที)
    และเนื้อเรื่องน่ารักๆ โดย "บัวไร" ทำให้เมื่อหยิบมาอ่านแล้วรู้สึกอมยิ้มอยู่ในใจ
     
    ในหนังสือ ก็จะเป็นรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรัก โดยนำเสนอในแง่มุมน่ารักๆ
    อย่างเช่น เรื่อง "ป๊อก ป๊อก ป๊อก" ที่เกี่ยวกับความรักของ หนุ่มบะหมี่เกี๊ยวรถเข็น กับ สาวลูกค้าประจำ ที่มีคุณพ่อหวงลูกสาวมากๆ
    หรือ เรื่อง "โมเมกับตั้งใจ" ที่เกี่ยวกับ สาวนักพยากรณ์อากาศ กับ หัวหน้าเครื่องเล่นในสวนสนุกที่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้
    ถึงหนังสือเล่มนี้จะสั้นมาก จนอ่านจบภายในเวลาแป๊บเดียว แต่ก็ทำให้รู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่านอีก เมื่อต้องการความรู้สึก"ยิ้ม"ในใจ
     
    โดยรวมก็ ชอบ ครับ
    เหมาะกับการซื้อให้แฟน หรือจะซื้อให้ใครก็ได้ ที่เราอยากเห็นเค้ามี"รอยยิ้ม"ครับ
       
    June 09

    Happy Anniversary (?)

     ในที่สุด เราก็ทำงานที่ ITOne มาครบปีแล้วสินะ...
    หนึ่งปีที่ผ่านมา อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด

    เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เข้ามาและออกไป
    เห็นแบบนั้นแล้วก็ใจหาย สักวันหนึ่งก็คงเป็นเวลาของเรา เฮ่อ...
    การจากกันมันก็เป็นเรื่องเศร้าเหมือนกันนะ ยิ่งถ้าผูกพันกันมากๆ
    รู้ว่าจะไม่ได้มาเจอกันที่ออฟฟิศเหมือนอย่างทุกเช้า ก็คงจะใจหายน่าดู...

    เปลี่ยนเรื่องดีกว่า
    หันมามองตัวเอง หนึ่งปีที่ผ่านมา ชีวิตมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

    - เลิกกับแฟนเก่า พยายามหาแฟนใหม่ -> ก็ยังตามหาต่อไป เฮ่อ... เศร้า
    - อ้วนมาก ลดน้ำหนัก จะผอม -> เคยได้แค่ผอมลงไปแป๊บนึง แล้วก็อ้วนกลัยมาอีกแระ ต้องกลับมาเริ่มใหม่
    - ตั้งใจว่าจะเก่งขึ้น -> ก็คงเก่งขึ้นมั้ง ทำมาปีกว่าๆแล้วนี่นะ ดูเหมือนว่าความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็ยังเก่งไล่ไม่ทันพี่ๆอยู่ดี
    - ลุ้นว่าน้องใหม่ในทีม จะเป็นน้องขาวหมวยน่ารัก -> ชาย 6 หญิง 1 แถม ญ 1 นี่ก็เป็นคนกันเอง น้องที่บางมดนั่นแหละ...
    - เงินเดือนขึ้น -> ตอนนี้ ก็ดีกว่าตอนเข้ามา อาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็นะ มนุษย์เรา เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอหรอก ความสุขคนเราไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขในบัญชีหรอกนะ
    - ชีวิตการทำงาน -> ก็มีความสุขดี ถึงงานจะเยอะขึ้น แต่ ใช้สมองมากขึ้น ใช้กำลังน้อยลง

    ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ออฟฟิศนะ (น้องๆที่เข้ามาใหม่ด้วย) ที่ทำให้ชีวิตทำงานสนุกมาก
    อาจจะมีเหนื่อย มีท้อบ้าง แต่ทุกคนที่ออฟฟิศก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี
    อาจจะมีเรื่องให้ปวดหัว เดือดร้อนพี่ๆเป็นประจำ ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ
    จะพยายามทำเรื่องให้น้อยลง(ไม่กล้ารับปากว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก ฮ่าๆๆ)
    -------------------------------------------------------------------------------------

    โดยรวม ก็ มีความสุขดีกับการทำงาน
    แต่ อยากมีความสุขกับความรักมั่งอ่ะ...
    คนที่เข้ามาอ่าน space เราประจำนี่ อาจจะคิดว่า "ไอ้ห่านี่ วันๆคิดแต่เรื่องแฟนรึไงวะ?"
    เป็นแบบนี้ มันเหงานะเว้ย...
    อยู่กะเพื่อนมันก็เฮฮาแฮปปี้ดี
    แต่ช่วงนี้โดนญาติถามบ่อยเหลือเกินว่า "แบงค์ มีแฟนยัง?"
    มันจี๊ดใจมาก... Y___Y

    ยิ่งช่วงนี้ เห็นเพื่อนๆแต่ละคน ดวงความรักขาขึ้นกันดีจัง
    เมื่อไหร่จะถึงคิวเรามั่งวะ?
    แค่อยากจะเจอใครสักคน ที่ทำให้รู้สึกว่า "คนนี้แหละ" ก็ยังไม่มีเข้ามาในชีิวิตซักที

    อยู่กับเพื่อน เฮฮาปาจิงโกะ สนุกสนานขนาดไหน
    รู้ไหมว่า กลับมาบ้าน อยู่คนเดียวเมื่อไร ในใจกลับช่างเหงาเหลือเกิน

    อยากมีคนรัก อยากรักใครบ้าง
    อยากทำอะไรน่ารักๆให้ใครสักคน อยากให้มีคนมาทำอะไรน่ารักๆให้
    อยากเป็นเพื่อนที่ดี เป็นแฟนที่น่ารัก เป็นหัวหน้าครอบครัวที่อบอุ่น(อันหลังนี่คงคิดเร็วไปหน่อย)

    ครบรอบ1ปีแล้ว ฉลองให้ตัวเองซักหน่อย ด้่วยการซื้อมือถือใหม่(ด้วยเงินตัวเอง >_<")
    June 02

    เปลี่ยนมุมมองซะใหม่...

     หรือผู้หญิงนั้นชอบคนเลวคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่แปลกเมื่อได้ยินได้ฟังหรอก

    เป็นคำถามปกติธรรมดาที่แทบจะได้ยินทุกเมื่อเชื่อวัน ผู้ชายหลายคนมักจะตั้งคำถามแบบนี้เสมอๆ ยิ่งเมื่อเห็นผู้หญิงที่ตัวเองชอบไปเลือกคบกับไอ้หนุ่มที่ท่าทางเจ้าชู้ และไม่น่าไว้วางใจสักนิดเดียว แทนที่จะเลือกคบกับตัวเขา

    ถึงแม้ว่าผู้ชายทั้งหลายละทิ้งอคติที่มองว่า

    ตัวเองดีกว่าชาวบ้านเสมอไปแล้วก็ตาม แต่คำถามนี้ก็ยังคงไม่หายไปจากโลกง่ายๆเพราะว่าความเข้าใจในความ "ดี" ที่ผู้หญิงและผู้ชายมองนั้นแตกต่างกันไป ผู้ชายมักจะมองว่าผู้ชายที่ดี ที่ผู้หญิงควรจะเลือกคือผู้ชายที่เรียบร้อย ไม่เจ้าชู้ ไม่ยุ่งกับอบายมุขเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้หญิงพอใจที่จะเลือกเป็นคู่ครอง

    ผู้ชายมองอะไรที่ตื้นเขินเกินไป

    ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงทุกคนจะให้คำจำกัดความของคำว่า"ดี" คือ ผู้ชายที่รักเธอจริงและแสดงออกว่าเธอเป็นคนสำคัญ มีความเป็นผู้นำ รวมทั้งฉลาดพอที่จะต่อกรกับเธอได้ จะเห็นได้ว่าคำว่า"ดี"ที่ผู้หญิงกับผู้ชายคิดนั้นแทบจะหาความเกี่ยวข้องกันไม่ได้เลย

    ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ

    ที่ทำไม ผู้ชายหลายคนถึงไม่อาจยอมรับการตัดสินใจเลือกคบกับใครสักคนของผู้หญิงได้ เพราะว่าเธอเลือกผู้ชายที่ไม่ดีในสายตาเขา แต่เป็นผู้ชายที่ดีในสายตาของเธอ ในอีกกรณีหนึ่งผู้ชายที่ได้ชื่อว่าสมบูรณ์แบบ เพียบพร้อมทุกประการก็เจอกับปัญหานี้เช่นกัน
    แต่ไม่ใช่เพราะว่าคำว่า"ดี"

    หากแต่เป็นเพราะความสมบูรณ์แบบของเขาต่างหาก ที่ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นคู่ครอง ผู้ชายที่เป็นคนดีเกินไปนั้น ทำให้ผู้หญิงอึดอัดทั้งกายและใจ ในการที่จะอยู่ด้วยมากกว่าผู้ชายที่ข้อบกพร่องบ้างเพราะว่าผู้หญิงก็รู้ตัวดีอยู่ว่าตัวเองนั้น

    ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบเท่าไหร่นัก ถ้าผู้ชายที่เธอคบด้วยเป็นคนสมบูรณ์แบบเกินไป ก็จะทำให้เธอขาดความมั่นใจและไม่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริง ที่ มีข้อบกพร่องต่อหน้าเขาได้ เพราะว่าเขาสมบูรณ์แบบเสียจน เธอไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจเรื่องบกพร่อง ในบางครั้งเขายังทำลายความมั่นใจในตัวผู้หญิงได้อย่างไม่รู้ตัว
    และสุดท้ายคือ

    ผู้หญิงกลัวที่จะสูญเสียเขาไปเมื่อเขารู้จักเธอมากพอ เมื่อรู้ว่าเธอไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาอยากได้ ดังนั้นผู้หญิงเลยเลือกที่จะไม่สนใจผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้นเสียดีกว่า

    โดยเนื้อแท้แล้ว

    ไม่มีใครอยากได้คู่ครองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเลวหรอก ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เราทุกคนต่างก็เสาะหาคนดีๆกันทั้งนั้น ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถผูกมัดอีกฝ่ายหนึ่งไว้ได้คือ จงทำตัวเหมือนหนังสือที่มองภายนอกแล้วน่าสนใจ เปิดมาอ่านภายในแล้ววางไม่ลง แต่อ่านเท่าไรก็ไม่สามารถหาตอนจบได้พบ

    น่าจะเป็นส่วนช่วยในการสร้างความเข้าใจระหว่าง คุณและคนที่คุณรักได้เป็นอย่างดี
    May 22

    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น...

    ถ้าตื่นมาต้องพบกับความเป็นจริง
    ฉันขอหลับต่อไปได้ไหม?
     
    แต่ก็นะ...
    แค่
    ...
    ให้เราได้รู้จักเธอ
    ให้เธอได้รู้จักเรา
    ให้เราได้รู้จักกัน
    มันก็เป็นความสุขเล็กๆแล้วล่ะ
     
    อย่างน้อยก็รู้สึกว่า
    เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ใครคนนึง
    ทำอะไรสักอย่าง เพื่อใครสักคน
    ถึงแม้เธอจะไม่รู้ตัว และเราไม่เคยบอกเธอก็เถอะ
     
     
    เนื้อเพลง: อยากหลับตา
    อัลบั้ม:
     
     คงจะเป็นฝัน เป็นได้แค่นั้น ที่ฉันและเธอนั้นรักกัน
    มีแต่ความหวาน ในคืนแห่งความฝัน ที่ฉันต้องการเก็บไว้

    ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ

    อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์
    เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ
    อยาก…พบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ
    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น

    ในค่ำคืนนี้คงจะมีหวังได้พบเธออยู่ในฝัน
    มีแต่ความหวานในคืนแห่งความฝันที่ฉันต้องการเก็บไว้

    ความเป็นจริงที่เจอนั้น เธอมีคนที่รู้ใจอยู่ข้างเธอ

    อยากหลับตาและนอนหลับชั่วนิรันดร์
    เพื่อจะสานต่อเรื่องราวความฝัน ที่สวยงามของหัวใจ
    อยาก...พบเจอเธอ แม้จะเป็นแค่เพียงในฝัน ตราบใดที่ยังมีเธอ
    ฉันจะขอนอนอยู่อย่างนั้น
     
     
    May 19

    โอ๊ย... ทำไงดีๆ...

    จากที่เคยใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
    จนชีวิตได้มาเจอกับคนคนนึง
    ทำให้เราหันกลับมามองตัวเอง
    สารรูปแบบนี้ จะเข้าไปคุยกะเค้าได้ยังไงเนี่ย
    ขืนเป็นยังงี้ต่อไป คงไม่มีโอกาสได้รู้จักเธอแน่เลย...
     
    จากที่ไม่เคยสนใจตัวเอง
    ปล่ยตัวเองให้กลมบ๊อกใกล้เปนโดเรมอนเต็มที
    เสื้อผ้าหน้าผม ก็ไม่เคยจะดูแล
    เอาแค่ออกไปข้างนอกได้ไม่น่าเกลียด
    ...
    เปลี่ยนไปเป็น หันมาเข้าฟิทเนส
    สนใจอาหารการกิน
    ไปหาหมอสิว
    พยายามทำตัวเองให้ดูดี
    อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจที่จะกล้าเข้าไปคุยกะเธอคนนั้น
     
    ขอความกล้า ความมั่นใจให้ผมหน่อยนะครับ
     
     

    เพลง : ถ้าปล่อยให้เธอเดินผ่าน

    ศิลปิน : Groove Rider

    โอ้...ดีมั้ยหากเราลองรู้จักกัน
    พูดและคุยเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
    ไม่ต้องผูกมัดอะไร
    แค่รู้จักกันเท่านั้น

    โอ้...ฟังแล้วอาจดูเจ้าชู้หลอกลวง
    อยากจะรับรอง เธอไม่ต้องเป็นห่วง
    ฉันไม่ได้หวังอะไร
    อยากบอกให้เธอมั่นใจ

    * จะไม่ทำอย่างนี้
    แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเสียใจแค่ไหน
    ช้ำใจเท่าไร
    ถ้ารู้ว่าฉันได้พลาดความรักที่แท้

    รู้มั้ย ฉันไม่ทำแบบนี้กับใคร
    ฉันต้องรวบรวมสะสมความกล้าสักเท่าไหร่
    เธอเถอะขอนะคนดี
    อย่าเพิ่งจากและเดินหนีไป

    *

    จะไม่ทำอย่างนี้
    แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    ฉันนั้นก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเสียใจแค่ไหน
    ถ้าปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    ฉันนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพบเจอเธออีกหรือไม่
    ช้ำใจเท่าไร
    ถ้ารู้ว่าฉันได้พลาดความรักที่แท้

    โอ้...ดีมั้ยหากเราลองรู้จักกัน
    จะดีนะ ถ้าเธอได้รู้จักฉัน
    ดีมั้ย เราได้รู้จักกัน
    ดีนะ จะได้รู้จักฉัน
    ดีมั้ย . . . . . .

    April 26

    เพลงนี้ ผมขอมอบให้ บอล กับ นาตาลี ครับ

    ผู้เสียสละ : สายัณห์ สัญญา

    ใช่ฟ้าบันดาล ให้เธอเป็นคู่ของพี่ ฟ้าสร้างให้น้องพี่นี้ รักมีเพียงชั่วหวานชื่น
    พี่แสนรัก แสนห่วงและหวงทุกคืน ขอให้รักรวยรื่น เหมือนรักพี่เถิดดวงใจ
    ด้วยเขาเป็นเพื่อน ร่วมคำสาบานของพี่ น้ำใจเขานั้นช่างดี สมที่จะครองน้องได้
    อย่าได้คิดและห่วงพี่นะดวงใจ จะขอเจอะกันชาติใหม่ ชาตินี้พี่ต้องขอลา
    พี่มีกรรม ทำไว้แต่ปางก่อน จึงได้ตามมาย้อน ให้พี่จากกานดา
    เธอทั้งสอง เปรียบเหมือนดั่งดวงดารา ควรแล้วที่เกี่ยวกิ่งฟ้า อย่าโน้มลงมาจะหมองไหม้
    ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์ น้ำสังข์จะหลั่งลงพลัน ด้วยมือพี่หลั่งรดให้
    ไปสู่เรือนหอ ที่เฝ้ารอรับดวงใจ ชาตินี้พี่จำจากไกล สู่แดนแห่งรสพระธรรม
    ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์ น้ำสังข์จะหลั่งลงพลัน ด้วยมือพี่หลั่งรดให้
    ไปสู่เรือนหอ ที่เฝ้ารอรับดวงใจ ชาตินี้พี่จำจากไกล สู่แดนแห่งรสพระธรรม

    March 27

    สุดสัปดาห์ที่ว่างเปล่า...

    "เสาร์อาทิตย์คือสวรรค์ วันจันทร์คือนรก"
     
    ยิ่งทำงานบริษัทที่ต้องตื่นแต่เช้า กลับบ้านดึก ทุกวันๆ ยิ่งเริ่มเห็นด้วยกับประโยคนี้
    เสาร์อาทิตย์นี่แหละเวลาพักผ่อนที่แท้จริงของมนุษย์เงินเดือน
     
    แต่บางที สุดสัปดาห์ ก็น่าจะเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่า นอนอืดอยู่บ้าน นั่งแชทหน้าคอม รึว่า ลอยไปมาแถวสยาม
     
    "หาอะไรที่เป็นประโยชน์ทำดีก่า..."
     
    เพื่อนชวนทำงานนอก คราวนี้ก็กลัวอีกว่า จะเป็นคนถ่วงเพื่อน ทำให้มันช้า
    แถมต้องมาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัดอีก
    เรามันพวกเรียนรู้ช้าด้วยน่ะสิ ไอคิวไม่ทันพวกมัน
    ใจก็อยากทำ เพราะว่า เสาร์อาทิตย์ช่วงนี้ก็ยังว่างๆอยู่
    แต่ อีกใจก็คิดว่า แค่วันธรรมดา กูก็เหนื่อยจะตายห่าแล้ว
    เสาร์อาทิตย์ยังจะต้องมาทำงานอีกหรอ(วะ)?
     
    ตอนนี้แค่อยากหาอะไรทำบ้างเพราะรู้สึกว่าว่างเกินไป แต่ไม่ใช่ว่าชีวิตกูต้องไม่ว่างมันเลยเจ็ดวัน :S
    อาจฟังดูเรื่องมาก แต่แค่นี้ก็รู้สึกเวลาหายไปเร็วมากมาย
    เวลาที่ไปฟิทเนส หายไปกับงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น
    บางทีนั่งทำนู่นทำนี่ ก็วนมาคิดเรื่องงานที่คาอยู่ ว่าจะต้องแก้ยังไงต่อ
     
    เราไม่ใช่คนขยันหรอกนะ มีหลายครั้ง ท่าดีทีเหลวเป็นประจำ
    คิดจะทำนู่นทำนี่ สุดท้ายก็ล้มเลิกเอาดื้อๆ
    อาจจะเป็นเพราะ สิ่งที่เคยคิดที่จะทำ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของเราก็ได้มั้ง
     
    รึว่าจะไปลงเรียนพิเศษดี?
    ภาษาอังกฤษตอนนี้เริ่มโง่เต็มที
    ภาษาเยอรมันที่เคยได้เรียนมา ก็เริ่มเข้าใกล้ศูนย์เข้าไปทุกทีๆ
     
    ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
    แต่เลือกที่จะใช้ 24 ชั่วโมงของแต่ละคนให้คุ้มค่าได้ไม่เท่ากัน
    เราก็เป็นคนนึง ที่ปล่อยเวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ
    อาจจะคุ้มบ้าง ไม่คุ้มบ้าง ตามแต่จะคิด
     
    วันนี้ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 5 ปีที่แล้ว รึจะเป็น ช่วงเวลาที่นั่งจิ้มคีย์บอร์ดอยู่นี่
    1วัน ก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
    แต่ทำไมรู้สึกเหมือนเวลาหายไปหลายชั่วโมงนัก
    ทั้งที่ วันนึงๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไรให้รู้สึกเกิดประโยชน์เลย
     
    February 28

    เพื่อนของเราชื่อว่าความเหงา...

    ทำงานมาร่วม 9 เดือนแล้ว ไวยังกะโกหก
    คนเก่าออกไป น้องใหม่ก็กำลังเข้ามา
    ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเป็นรุ่นพี่เลยอ่ะ แหะๆๆ
    ยังรู้สึกว่าตัวเอง ป้ำๆเป๋อ เซ่อๆซ่าๆ เรื่องงานอยู่ประจำ
    มีเรื่องซวยๆให้เซ็งอารมณ์อยู่เรื่อยเลยวุ้ย ช่วงนี้
    ลาพักร้อนมั่งก็น่าจะดี...
     
    แต่อยู่ที่ทำงานก็สนุกดีนะ
    มีเรื่องเฮฮาไม่น่าเบื่อ มีอะไรให้ทำเยอะแยะ(เคสพุ่งไป400แล้ว เง้อ...)
    พอกลับมาบ้านทีไร ก็ชอบมา online ทั้งๆที่ ทำงานก็อยู่หน้าคอมมาทั้งวัน
    ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่เบื่อ
     
    บางทีมาonline ก็ไม่มีอะไรทำ และ ไม่รู้จะทำอะไร
    มา online เหมือนมารอใครสักคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใคร
    รอให้มีคนมาทักทาย แต่ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานไหม
     
    บางคนก็มาทัก มาคุยกับเราเป็นประจำ
     
    บางคนทักไปก็ถามคำตอบคำ จนตอนหลังขี้เกียจจะคุยด้วยแล้ว
     
    บางคนร้อยวันพันปีไม่เคยมาทัก มาทักก็ต่อเมื่อจะให้เราช่วยงาน
    อย่างน้อยมันก็พอจะทำให้แก้เหงาได้บ้าง
     
    บางคนอยากคุยกะเค้ามาก แต่ก็ไม่กล้าทัก ได้แต่จิ้มๆที่ contact
    เพราะรู้ว่าทักไปทั้งที่เป็นห่วง เค้ากลับมองเป็นว่าทำตัวน่ารำคาญ
     
    ถึงบางทีจะมีคนonline มากมาย มันก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ดี
    เมื่อไหร่จะมีใครสักคนที่มีเวลาให้เรา สนใจเราจริงๆ
    เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกคุยด้วยแล้วไม่น่าเบื่อ ไม่เหงา ซะทีน้อ...
     
    ปล. ช่วงนี้ sapce มีแต่เรื่องเหงาๆ เสี่ยวๆ ก้ขออภัยด้วย มันเป็นไปตามความอ่อนไหวของเจ้าของ space
    February 19

    อั่งเปาตั่วไก๊...

    ผ่านพ้นตรุษจีนมาแล้ว
    รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ฮ่าๆๆ
    นึกว่าจะโดนเชือดไปไหว้เจ้าซะแล้ว
    ช่วงนี้อ้วนขึ้นแทบระเบิด ที่ลดไปเริ่มจะตีกลับแล้วสิ
    เห็นทีต้องกลับมาเข้มงวดกับโปรแกรมลดน้ำหนักซะแล้ว
     
    ปีนี้ เป็นปีแรกที่มีรายได้เป็นของตัวเอง
    ก็เลย ต้องให้อั่งเปา หม่าม้า อาม่า น้องชาย น้องสาว
    ก็ ซื้อเข็มกลัดของ Swarovski ให้หม่าม้าด้วย (หุ้นกันกะน้อง มันลด30อยู่พอดี แหะๆๆ)
     
    ปีนี้ ถึงจะทำงานแล้ว แต่ก็ยังได้ซองอยู่ดี อิอิ
    แถมปีนี้ รู้สึกว่า มันจะเยอะกว่าทุกปีด้วยล่ะสิ เอิ๊กๆๆ
     
    พอมีเงิน กิเลสก็เริ่มมา
    เงินนี่แหละน้า... ทำให้เรามีทางเลือกที่จะสนองกิเลส
    ตอนที่ไม่มีตังค์ อะไรเก่าๆก็ต้องทนใช้ไป
    พอมีเงิน ก้เริ่มเกิดอยากซื้อไอ้นู่นไอ้นี่
    ทั้งที่ของที่มีก็ยังใช้ได้อยู่ แต่พอมีเงินมา ทำให้ชีวิตเกิดทางเลือกซะงั้น 
     
    เคยรู้สึกขัดแย้งแบบเราบ้างไหม?
    ความอยากได้ กับ ความเสียดายเงิน มันมักจะมาพร้อมกัน
    "ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง"
    ถ้าจะรอแต่อะไรฟรีๆ ก็คงต้องรอต่อไป
     
    อยากได้มือถือใหม่จังเลย...
    มาคิดดูแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อเครื่องใหม่เลย
    นอกจาก "อยากได้ของใหม่"
    ไม่ซื้อใหม่ก็ไม่ตาย แต่ มันไม่เท่...
    February 09

    ทีวีใหม่...

    เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(2/2/07)
    มีงานปีใหม่ของบริษัทที่โรงแรมแถวรัชดา
    ต้องขึ้นไปเต้น I need somebody กะ คนใจง่าย
    เขินชิบหายเลย
    แต่ก็เอาวะ คราวนี้เรารับบทลิ่วล้อ ช่วยเพื่อนให้แจ้งเกิด
    แถมการแสดงคราวนี้ไม่ได้เสื่อมแบบที่เล่นตอน outing
     
    ในงาน มีอาหารอาหร่อยๆมากมาย
    ไม่ว่าจะเป็น ซุชิ เป็ดย่าง บุฟเฟต์
    มีการจับรางวัลแจกด้วยนา
     
    ได้ทีวี29นิ้วของLGแหละ!!!
    รู้สึกดีใจมาก เพราะห่างเหินกับเรื่องโชคทางนี้มานาน
    แต่เห็นคนอื่นได้รางวัลใหญ่ๆกัน
    โดยเฉพาะ LE กวาดรางวัลกันเป็นว่าเล่น
    ได้ทอง ได้ตังค์กันไปหลายคน...
     
    พอจะไปรับรางวัล กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซะงั้น
    เพราะไอ้ทีวี 29 นิ้วเนี่ยะ เค้าไม่ยอมมาส่งให้ที่บ้าน
    ต้องไปเอาเองที่เซ็นทรัลลาดพร้าว
    จะเอารถYarisไปรับเอง ก็คงใส่กลับมาไม่พอ
    วันนี้ก็เลยให้ที่บ้านขับรถตู้ไปเอากลับมา
    พอกลับมาบ้านต้องจ่ายให้คนขับไป200อีก เพราะว่าโดนตำรวจโบกเรื่องขับเลนรถเมล์...
     
    เอาไงกะทีวีเก่าดีหว่า?
    ทีวีเครื่องเก่าก็29นิ้วเหมือนกัน
    แต่เป็นรุ่นเก่าของ Sony ตั้งแต่สมัยที่เครื่องละ 2หมื่นก่าๆ
    จะว่าไป เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ก็ทนเหมือนกันนะ สิบกว่าปีได้แล้วล่ะ 
    เป็นมรดกมาจากอา สงสัยก็คงต้องคืนเค้าไป...


    ปล. ปีหน้าขอเป็นจอ LCD ของคอมพิวเตอร์ก็ได้นะครับ เบื่อCRTที่บ้านแล้ว 
    January 27

    สายลมเหงาพัดมาพร้อมความหนาว...

    ช่วงนี้ ถ้าใครได้ตื่นมาตอนเช้าๆ 
    คงจะได้รับรู้ว่า
    ลมหนาวได้พัดมาให้สดชื่นในตอนเช้าอีกแล้ว :)
     
    มีเพลงหลายเพลง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ฤดูหนาว ความเหงา
    จนเป็นที่สงสัยว่า สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง?
    ทำไม ในหน้าหนาว เราถึงได้รู้สึกเหงา?
    ความเหงามาพร้อมกับลมหนาว?
    รึว่า สายลมหนาวพัดมาเพราะความเหงา?
     
    จริงๆแล้ว เราอาจจะเหงาได้ทุกฤดูกันอยู่แล้ว
    แต่ที่ฤดูหนาวทำให้เรารู้สึกเหงามากกว่าฤดูอื่นนั้น
    น่าจะเป็นเพราะว่า มีบางสิ่งที่เราต้องการมากกว่าในฤดูอื่น...

    นั่นก็คือ...
     
    "ความอบอุ่น"
     
    ลมหนาวพัดมา ทำให้เรารู้สึกหนาว
    อยากจะได้ความอบอุ่นจากใครสักคน
    อยากจะกุมมือ อยากจะกอด และ อยากที่จะแบ่งปันความอบอุ่นให้กับคนที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ
     
    ลมเหงา ความหนาว กำลังจะผ่านไป
    หวังว่า ความอบอุ่น คงจะได้พัดเข้ามา สู่จิตใจของเราบ้าง
    เมื่อลมหนาวพัดมาอีกครั้ง เราจะได้มีกำลังใจสู้กับลมหนาวให้ผ่านพ้นไป